
ทำอย่างไรให้เพลงของ กรูฟ ไรเดอร์ส ยังคงติดหูแฟนๆ อยู่
GR : เราถ่ายทอดความเป็นตัวของพวกเราเองลงไป อย่างเช่นเพลงเปิดตัว Superstar ที่พี่ก็เป็นคนเขียนเนื้อร้อง ช่วยกันแต่งทำนอง อันนั้นมันก็แสดงถึงความเป็นตัวของพวกเราเอง
บุรินทร์ : อีกอย่างหนึ่งผมว่า แนวดนตรีดิสโก้เต็มๆ แบบพวกเราตรงนี้มันยังไม่มีคนทำด้วย
แต่ก็ถือว่าอัลบั้ม The Lift ห่างหายจากอัลบั้มชุดแรกไปนานพอสมควร
GR : จากการที่เราได้ไปเจอแฟนเพลง มันทำให้เราได้แรงบันดาลใจในการทำอัลบั้มนี้เยอะมากๆ พอมาถึงชุดนี้เราก็เลยอยากจะทำอัลบั้มที่ดีที่สุดออกมา
ลองพูดถึงอัลบั้มทั้ง 2 ชุด ในแง่ของความแตกต่าง
GR : เราก็ยังยึดความเป็นดิสโก้- ฟังค์ เหมือนเดิมนะครับ เพียงแต่ว่าในพาร์ทของดนตรีและพาร์ทการร้องเนี่ยมันเข้มข้นขึ้นมากๆ ส่วนหนึ่งคือเราเพิ่มวงออร์เคสตร้าจำนวน 40 ชิ้น มีเครื่องเคาะเครื่องเป่าที่ใหญ่ขึ้น ตรงนี้เพื่อให้คนฟังรู้สึกสนุกสนาน ใครที่ได้ไปดูโชว์สดของกรูฟ ไรเดอร์ส ก็คงจะเห็น
ความสำเร็จจากอัลบั้มที่แล้วถือว่าเกินคาด พอมาลงมือทำงานชุด 2 ความรู้สึกตรงนั้นมันทำให้เรากดดันไหม
GR : เราไม่ได้คิดถึงความกดดัน อย่างตอนทำอัลบั้มที่แล้วเราก็ทำงานในแบบทีเราตั้งใจโดยไม่ได้ไปคิดถึงว่ามันจะต้องดัง เพระเราก็ไม่ได้คิดว่าวงเราจะดังอะไรมากมาย เพียงแต่ว่ามันมีเพลงที่ติดหู
บุรินทร์ : เราทำงานด้วยความรู้สึกรักในดนตรีดิสโก้ แล้วก็อยากทำงานให้ดีที่สุดออกมาก็แค่นั้นเอง
ก็ : เรื่องกดดันก็คงมีอยู่เรื่องเดียว คืออัลบั้มนี้เรา 4 คนคุยกันว่าจะตั้งใจทำออกมาให้มันดีที่สุดเท่าที่จะดีได้ มันก็เลยต้องใช้ความอดทนสูง ใช้เวลาถึง 4 ปีกว่าจะเสร็จ พอเสร็จออกมาแล้วทุกคนก็ค่อนข้างที่จะแฮปปี้นะครับ
ถ้าอย่างนั้น พอจะเรียกว่าการทำงานตรงนี้มันง่ายขึ้นหรือเปล่า หลังจากผ่านมาแล้ว 1 ชุด
GR : มันไม่ง่ายเลยครับ ยากขึ้นด้วย ก็คือเราโตขึ้น ความคิดเราก็รอบคอบขึ้น ก็ต้องตั้งใจมากขึ้น
ถ้าจะให้คำจำกัดความ "กรูฟ ไรเดอร์ส" ณ เวลานี้
GR : ก็คงแก่ขึ้นเท่าน้นมั้งครับ (หัวเราะ) แต่นอกนั้นเราก็เหมือนเดิม 4 คนเป็นยังไงก็ยังเป็นอย่างนั้นอยู่ เพียงแต่ว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือเราอยากจะผลิตผลงานเพลงในชื่อของ กรูฟ ไรเดอร์ส ให้มันดีขึ้นไปเรื่อยๆ อัลบั้มต่อไปก็อาจจะต้องใช้เวลา 10 ปี ให้มันดีขึ้นกว่านี้ สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่คิดว่าเป็นจุดเด่นของเราคือ วงเราเป็นวงที่เล่นสดไม่เหมือนใคร
เป็นวงที่เล่นสดไม่เหมือนใคร แต่ว่ามีเพลงที่ใครๆ ก็เล่น ?
GR : ก็รู้สึกแปลกใจเพราะว่าซีดีก็ขายได้ไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ (หัวเราะ)
บุรินทร์ : เขาซื้อไปแผ่นเดียวครับ แล้วก็แชร์กันทุกร้าน ( หัวเราะ)
มาตร : ผมเองก็เคยไปฟังนะ แต่ก็ไม่ได้ถึงกับเก็บมาคิดว่าใครจะเล่นได้ดีกว่า น้องๆ เขาก็มีสไตล์ของเขา เราก็มีสไตล์
ของเรา
บุรินทร์ : ถ้าเขามีความตั้งใจที่จะเลือกเพลงของเราไปเล่นมันก็คงเป็นเรื่องที่ดี แต่ก็ดีใจที่น้องๆ เขาก็ชอบเพลงของเราด้วย สนุกกันคนละแบบครับ
ทำไมถึงเลือก สไปซี่ดิสก์ ?
GR : ตรงนี้มันมีหลายเหตุผลครับ เหตุผลหนึ่งก็คือทางเจ้าของค่ายคือพี่เต้ง (พิชัย จิราธิวัฒน์) เป็นคนที่เรารู้จักมานาน และพี่เขาก็เป็นนักฟังเพลงตัวจริง ซึ่งเราก็มีความสนิทชิดเชื้อกันโดยส่วนตัว ตรงกับแนวทางของเราที่ต้องการอิสระในการทำงาน 100 % และทีมงานของสไปซี่ ดิสก์ ก็เป็นทีมงานที่เราเคยร่วมงานกันมาตั้งแต่สมัยเบเกอรี่ มิวสิค ซึ่งก็รู้ใจกันเป็นอย่างดี คนที่จะมาร่วมงานกับเราเนี่ยสำคัญที่สุดคือต้องเข้าใจเราทั้ง 4 คน เข้าใจในสื่งที่เราต้องการจะสื่อไปถึงคนฟังด้วย ไม่ใช่ทีมงานประเภทที่จะจับบุรินทร์ไปเล่นเกมโชว์ หรือไปเดินแบบ เล่นละคร แบบนั้นมันก็ไม่ใช่
ทำไมต้องเป็น The Lift ?
GR : ก็เป็นความต่อเนื่องจากงานชุดที่แล้ว คือเพลงของเราเป็นดิสโก้ ทีนี้เราก็จับเอาเทคโนโลยีของลิฟท์ซึ่งก็ยังเกี่ยวข้องกับการเดินทางอยู่ อีกอย่างหนึ่งก็คงเหมือนกับเป็นการยกระดับการทำงานของเรา
ก็ : ลิฟท์ตัวนี้มันเป็นเหมือนตัวแทนของกรูฟ ไรเดอร์ส ที่จะพาคุณไปที่ไหนก็ได้ ถ้าสังเกตดูจะเห็นว่าลิฟท์ของเราจะมีไอพ่นอยู่ มันสามารถไปได้ไกลถึงดวงจันทร์ได้ นี่เป็นคอนเซปท์ที่บุรินทร์คิดขึ้นมา อย่างที่บอกคือเพลงของเราได้รับอิทธิพลมาจากยุค 70 ค่อนข้างมาก แต่มีพัฒนาการทีเพิ่มมากขึ้น เหมือนกับจับสองสิ่งเป็นตัวแทนงานที่มีความเป็นฉพาะตัวของเรา
กับคอนเสิร์ตใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้น
GR : เราจะมีคอนเสิร์ตใหญ่อีกครั้งนะครับในปีหน้า เดือนสิงหาคม เพราะเราอยากจะให้แฟนเพลงของเราเนี่ยร้องเพลงได้ทุกๆ เพลง และเราเองก็เพิ่งจะมีคอนเสิร์ตเปิดอัลบั้มไป เราต้องการเวลาสำหรับการทำโปรดักชั่น เพราะเราไม่ได้ต้องการให้เป็นเพียงแค่คอนเสิร์ต แต่อยากให้ออกมาเป็นงานอาร์ตที่สมบูรณ์แบบทั้ง ภาพ เสียง ดนตรี ก็คิดว่าน่าจะเป็นที่อิมแพ็คครับ
ดาวน์โหลดเพลงของ Groove Riders ได้ที่นี่ค่ะ
| หน้านี้ถูกเปิดอ่านแล้ว
ครั้ง |
|