เมื่อจุดอิ่มตัวมาถึง...ทีโบน

| เปิดอ่าน
จากอัลบั้มชุดแรกของทีโบนนั้นได้มีเพลงฮิตอย่าง เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม เกิดขึ้นมาประดับวงการทำให้วง ทีโบนเป็นที่รู้จักกันทั่วประเทศ จนมาถึงวันนี้นับเป็นเวลาร่วม 20 กว่าปีแล้ว และด้วยประโยค สนใจมาเป็นซูเปอร์สตาร์ไหม? คำชวนแบบทีเล่นทีจริงจาก พี่จิก (ประภาส ชลศรานนท์) ทำให้ทีโบนก้าวไปถึงการแสดงในเทศกาลดนตรีกลางแจ้ง Glastonbury ที่อังกฤษ และในกลางปี พ.ศ. 2549 ทีโบนได้ไปร่วมแสดงคอนเสิร์ตในเทศกาลดนตรี Womad ที่ประเทศสิงคโปร์ จนมาอัลบั้มชุดล่าสุด BONE IN DA HOUSE เปิดตัวด้วยซิงเกิ้ลแรก หินกลิ้ง (Like A Rolling Stone) เพลงสนุกๆ มีเนื้อหาชวนเราวิ่งตามฝันอย่างไม่ย่อท้อ เมื่อความเป็นทีโบนต้องมาถึงจุดอิ่มตัว ทุกคนต่างมีเป้าหมายปลายทางของแต่ละคน ใครที่พอจะให้คำตอบนี้แน่นอนครับต้องเขาคนนี้ แก๊ป-เจษฎา ธีระภินันท์



เพลงหินกลิ้ง เพลงนี้เนื้อหาพูดถึงเรื่องความฝันที่จะมุ่งมั่นต่อไปในการสู้ ประมาณนั้น คุณมองยังไงครับในสังคมที่เรื่องความฝันถูกพูดถึงมาเยอะมาก ทำไมบางคนยังไม่เข้าใจว่าเขาจะต้องตามหาความฝันด้วยความอดทนอะไรอย่างนี้ครับ คือบางคนเขายังไม่เข้าใจว่าเขาจะต้องต่อสู้มาได้ยังไง
.....เอาอันแรกก่อน คือชุดนี้ทุกเพลงที่เขียนมาเกิดจากการตั้งชื่อเพลงก่อนทั้งนั้น เหมือนเพลง Rolling Stone เหมือนกัน ผมทำเพลงเสร็จปุ๊บ ฮึมฮัมเมโลดี้เสร็จ ผมจะได้แค่ท่อนเดียว คือฮัมตลกๆ ครับ we’re gonna move.. we’re gonna move like a rolling stone อย่างนี้ครับ แล้วก็เอาตรงนั้นป็นเดโม แล้วพอตอนเขียนชื่อเพลงในคอมพิวเตอร์ มันต้องเซฟชื่อเพลงไง ผมก็โอเคเอา like a rolling stone หรือเพลงอีกเพลงหนึ่งก็คือ มาลัยยอดรัก





....คือแค่ฟังแล้วก็ยังไม่มีเนื้อร้อง คือฟังเมโลดี้แล้วตอนเซฟงานแล้วจะส่งให้เพื่อนเพื่อเอาไปซ้อม ผมก็ตั้ง มาลัยยอดรัก ทุกอย่างถูกตั้งด้วยความคิดแรกหมด ปรากฏว่าทุกเพลงเขียนมาด้วยความคิดแรกหมดเลย rolling stone ก็เป็นอย่างนั้น ไม่ได้ตั้งใจเลย แค่ตั้งชื่อให้มันได้ตามอารมณ์เพลง แล้วส่งให้เพื่อนเพื่อมาซ้อม แค่เรียกมันให้ถูกว่าเพลงอะไรไว้ก่อน เพราะยังไม่มีเนื้อร้อง เนื้อร้องมาทีหลัง สุดท้ายมันคือเพลงๆ นั้นเลยที่ตั้งชื่อ มาลัยยอดรัก เหมือนกันตอนเอาไปซ้อม พี่เล็กบอกเฮ้ย! โอ้โห คิดได้ยังไงมาลัยยอดรัก ผมก็ อ๋อเหรอ โอเค มาลัยยอดรักเลย ผมก็เริ่มนั่นคือชื่อเพลงแล้วก็เขียนเลยว่ามันคืออะไรมาลัยยอดรัก ทุกเพลง ทุกเพลงชุดนี้เลยครับ เป็นอย่างนั้นเลย แล้ว rolling stone ในเนื้อหาของมันเนี่ยมันหมายถึงว่า ผมเนี่ยเป็นคนที่ผ่านความอดทน เพราะผมเกิดในยุคที่มันยังไม่ได้รับการพัฒนาในขั้นสูงสุด

มันต้องฝ่าฟันเยอะช่วงนั้น
....ก็ไม่ขนาดนั้นหรอกครับ ก่อนผมนี่จะแย่ รุ่นพี่ป้อม-อัสนี เนี่ยจะสาหัสกว่า อันนั้นคือสุดยอดของนักต่อสู้ รุ่นพันธุ์หมาบ้าพี่ๆ ต่างๆ แต่รุ่นของผมเนี่ยมันเป็นรุ่นที่พอโตขึ้นมาแล้วมันมีสิ่งที่เขาทำมาแล้ว (คือรุ่นนั้นทำมาให้เราเบื้องต้นแล้วนิดหนึ่ง) เยอะเลยครับไม่ใช่นิดหน่อย แต่เราก็ยังไม่มีคอมพิวเตอร์ที่จะไปหามันได้ เราก็ต้องเดินไปหามันอยู่ดี ถูกไหมครับ เหมือนผมตอนแรกไปเล่นดนตรีที่เกสต์เฮ้าส์ ผมเล่นเพลงบลู เพลงโซล เพลงผิวดำอย่างเดียว ผมจะไปหาเพลงพวกนี้ที่ไหน ใช่ไหมครับ ก็มีแต่แผ่นเสียงหรือเทปพีค็อก เทปพีค็อกยังนั่งรถตู้ขายอยู่เลยคลองถม แล้วก็เนี่ยพวกนี้คือแหล่งความรู้ แหล่งความรู้ของผมจริงๆ เลย คือเราต้องเดินไปหามันครับ

.....ผมคิดว่าโชคดีที่ได้ตรงนั้น ทำให้แบบว่า โอ้โหกว่าจะได้เนี่ยมันยาก แล้วก็เรียนศิลปะ เหมือนเรียนศิลปะครูให้ subject city scape บรีฟสิ่งที่ทำคือกล้องฟิล์ม ใส่ฟิล์มเนี่ยไปถ่าย คุณต้องล้าง ล้างเสร็จมาตัดคอลลาจ สเก๊ตทีละอัน แต่เดี๋ยวนี้คุณเข้าคอมพิวเตอร์ปุ๊บสแกนปั๊บๆๆ นั่นคือขั้นตอนครับ เพราะฉะนั้นไอ้ช่วงนี้ผมคิดว่าคนยุคปัจจุบันจะขาดไปในด้านความอดทน ความอดทนน้อยมาก คือจะไม่อดทน อดทนกับอารมณ์ร้อนเนี่ยไม่เหมือนกัน ผมเนี่ยจะเหมือนคนไม่อดทนแต่ผมเป็นคนอดทนสูงแต่อารมณ์ผมรุนแรง ผมร้อน ผมตรง ผมพูดตรงเหมือนผมเป็นคนพูดอะไรไม่น่าฟัง (พี่ชัดเจน) หรือว่าอะไรก็แล้วแต่ หรือว่าพูดเร็ว หรือว่าพูดชัดหรืออะไรอย่างนี้ แต่ผมก็พร้อมรับผิดในสิ่งที่ผมพูดผิด แต่ผมคิดว่าในขณะเดียวกันผมเป็นคนที่มีความอดทนสูงมาก

......คือคิดว่ามันเป็นเรื่องของยุคสมัย ก็เลยอยากจะเอาตรงนี้มานำเสนอ เหมือนกับว่าอยากเล่นกีต้าร์ตอนนี้ ยังไงคุณก็ต้องทนเล่นให้นิ้วเจ็บ คุณถึงจะเล่นเก่ง อันนี้คอมพิวเตอร์ช่วยคุณไม่ได้แล้ว ถูกไหมครับ หรือว่าก็จริงอยู่ตอนนี้ใครจะทำเพลงก็ทำได้ เด็กๆ ทำเพลงได้ เด็กๆ ตัดหนังก็ได้ ตัดต่อหนังทุกคนทำได้หมดด้วยเทคโนโลยี คราวนี้สิ่งที่เราขาดหายไปคือความอุตสาหะ ความพยายามเนี่ยที่เราขาดหายไป ถ้าผมเกิดยุคนี้นะโอ้โหตาย ผมว่านะ ผมถึงยังอยู่ได้เพราะว่าความคิดผมมันยังไม่จบนะ แล้วเทคโนโลยีมันมาถึงแล้ววันนี้ผมโคตรสนุกเลย ในการที่จะค้นหาในสิ่งที่ผมไม่รู้อีกเยอะแยะ

คุณคิดอัลบั้มแต่ละอัลบั้ม หรืออยากจะทำอะไรเนี่ย อะไรคือความพร้อมของมันครับ ความอยาก? อะไรคือแรงบันดาลใจที่จะทำต่อไป
.....คือปล่อยให้มันเป็นไปครับ จังหวะเวลามันจะบอกเราเองว่าเราจะทำเมื่อไหร่ ถ้าผมคิดจะทำ คือตอนนี้ผมมั่นใจว่าไอ้เพลงแบบที่ผมทำตอนนี้มันไปจนบางที่ผมไม่อยากเล่นเลย มันเสีย คือเหมือนกับ เราทำมาตั้งนานแล้วสุดท้ายก็มีคนมาตีกันในงาน ไม่ใช่มาตีตรงวงผมนะ แต่มันเป็นงานที่แมสมากแล้วก็แฟนเพลงผมยุคแรกๆ ก็บอกว่าพี่แก๊ป ทีโบนน่ะเก็บตังค์เล่นก็มีคนดูอะไรอย่างเนี้ย (ไม่ต้องฟรีคอนเสิร์ตก็ได้) ใช่ มันก็แล้วแต่ คือที่เราต้องไปเล่นบางทีเพราะว่างานที่เราทำออกมา อัลบั้มหรืออะไรเนี่ยมันไม่เคยมีเงินกลับมาเพื่อให้เราเลี้ยงตัวเองได้ครับ มันก็มีแต่การเล่นที่จะเลี้ยงชีพเราได้ นี่ก็พยายามเลือกแล้วว่างานไหนควรเล่นงานไหนไม่ควรเล่นนะครับ และการที่คุณอยู่กับเพื่อนสิบคนเนี่ย จะทำไงให้อยู่ได้มาเป็นสิบปี คุณต้องเห็นแก่ตัวไม่ได้ อันนี้สำคัญมากเลย ถ้าคุณเป็นคนนำของคนอื่น ถ้าเพื่อนคุณเชื่อใจคุณให้คุณเดินซ้ายได้ เลี้ยวขวาได้โดยเอาชีวิตกูไปเดินเล่น ไม่ทำอะไรให้สำเร็จ มีเวลากอบโกยทำไมแก๊ปไม่โกยสักที เข้าไปเลยโกยเลย เปิดขายข้าวมันไก่ก็ได้คนรู้จักแล้ว (หัวเราะ) แต่ว่าผมไม่ทำ มาจ้างงานเล่นเดี่ยวก็ไม่ทำ

อะไรที่ทำให้ทีโบนอยู่ร่วมกัน นอกจากเรื่องงานดนตรี อะไรที่ทำให้เรายังเชื่อใจกันยังเหนียวแน่นกันอยู่ทุกวันนี้
....เอ่อ...ความรับผิดชอบครับ ความรับผิดชอบสำคัญมากในการที่จะตรงเวลา หรือว่า...ความรับผิดชอบต้องสูง ต้องมาก่อน ถึงทีโบนจะเป็นแค่งาน hobby สำหรับทุกคนนะ เพราะงานประจำของพี่กอล์ฟอาจจะเป็นอาจารย์สอนแจ๊สใช่ไหมครับ แต่ละคนเป็นอาจารย์ มีงานประจำที่ทำต่อเนื่องกว่าทีโบนอีก ทีโบนนี่ถือเป็นงานอดิเรกนะ แต่ต้องรับผิดชอบสูงกว่างานประจำด้วย ถ้ามีงานประจำมีงานทีโบนปุ๊บ สามารถแคนเซิลงานประจำได้ทุกคนก็ทำในวันนั้นที่เรามีงานทีโบน

คือทุกคนเสียสละ
.....เสียสละครับ เพื่อให้ผมได้ทำตามที่ตัวเองคิดด้วย อันนี้ผมถือว่าถ้าเราจะอยู่ ในเมื่อเพื่อนให้เราขนาดนี้ เราจะต้องรู้ว่าเราจะทำอะไรให้เพื่อน โอเคอาจจะไม่ใช่เวลาแค่ห้าปีที่มันสำเร็จ อาจจะสิบปีหรือตอนนี้ยี่สิบปี แต่เราต้องไม่หักหลังเพื่อนด้วยการไปทำอย่างอื่น เช่น รับงานเดี่ยว อันนี้ง่ายมากเลยสำหรับผม กีต้าร์โปร่งตัวเดียว ใช่ไหมครับ หรือลิปซิงค์ก็ได้ ถ้าจะทำได้นะ ผมรวยไปแล้ว ไม่งั้นสบายแล้วจริงๆ นะครับ

อะไรที่ทำให้คุณมีความคิดแบบนี้ครับ เผื่อมันจะต่อยอดให้กับน้องๆ รุ่นหลัง
.....ถ้าคุณใช้ชื่อว่าคุณเป็นวงดนตรีเนี่ยครับ ถ้าคุณเป็นวงดนตรีคุณก็จะต้องเป็นวงดนตรีครับ ไม่ใช่วงของคุณคนเดียว แม้นว่าคุณจะเป็นคนตั้งวงขึ้นมา เหมือนบริษัทถ้าคุณเป็นคนคิดตั้งบริษัทขึ้นมาแล้วคุณเป็นเจ้าของ แต่คุณบริหารแบบเจ้าของ ไม่คิดถึงคนอื่น มันก็จะไม่นาน มันต้องถึงเขา คือวิธีเลี้ยงคน ทำไงให้คนคนนี้อยู่กับเราได้นานหรือว่าเห็นในความสามารถเขา แล้วก็ดูแลเขาให้ดีที่สุด แล้วเราต้องไม่หักหลังเขาด้วย สิ่งที่ผมทำได้ก็คือ ผมไม่รับงานเดี่ยว ถ้าจะเอาผมก็ต้องเอาทั้งวงครับ สิบคน ไหวไหมพี่

ความฝันของทีโบน ณ ตอนนี้คืออะไร
.....ก็คงไม่มีหรอกครับ เพราะว่าเรากำลังทำอยู่ เพราะฉะนั้นก็อยู่ที่เราแล้วล่ะว่าจะจบเมื่อไหร่ เพราะคนเขามองว่าเราทำกันโอ้โห พวกคุณนี่ทำกันสำเร็จนะ น่าอิจฉา หรืออะไรต่ออะไรก็แล้วแต่ที่เขาจะคิดนะครับ เพราะเรื่องบางอย่างมันก็ภายนอกนะครับ ก็อาจจะไม่รู้ว่ามีอะไรบ้าง จริงๆ แล้วมันเป็นยังไง บางคนก็นึกว่าเราสบาย หรือว่าอะไรอย่างนี้ มันไม่ใช่ๆ คือสิ่งหนึ่งที่เป็นไม่ได้คือเป็นคนของประชาชนนี่แหละ ที่แบบว่าขึ้นไปจนท็อปจนเป็นคนของทุกคนเนี่ย คงทำไม่ได้สำหรับพวกเรา เพราะมันไม่ใช่ เป็นนักดนตรีมากกว่าที่ทำแล้วก็คิดว่าแสดงให้เห็นได้ครับในความจริง น่าจะมีประโยชน์นะ (หัวเราะ)

คุณมีทัศนคติยังไงกับวงการดนตรีไทยในปัจจุบันนี้
....อืม..เอาไงดี ก็มีตัวเลือกเยอะครับ แต่ว่าในสายตาผม ผมคิดว่าเรายังให้การสนับสนุนน้อยไปนิดหนึ่งในภาครัฐ ที่ผมได้ไปเทศกาลเมืองนอกนี่เป็นเพราะฝรั่งที่เขามาเที่ยวในเมืองไทย เขาเห็นเราว่าเราทำอะไรอยู่ เหมือนกันพี่วสันต์ สิทธิเขต ดังที่นิวยอร์กก็เพราะฝรั่งมาเห็นที่นี่ มันหลายๆ อย่าง หลายๆ คนที่ไปสร้างชื่อเสียงให้เราที่ต่างประเทศเนี่ย เกิดจากการที่คนจากข้างนอกมาเห็นเอง แต่คนเหล่านี้กลับไม่ได้รับการสนับสนุนตั้งแต่แรกจากรัฐบาล เรื่องแรก เรื่องหลักๆ เลยเช่น ภาษีเครื่องดนตรีนี่มันแพงมากกี่ร้อยเปอร์เซ็นต์ไม่รู้ มันก็ไม่ไหวใช่ไหม สำหรับการพัฒนาขั้นพื้นฐานแล้วเอาแค่ง่ายๆ อย่างนี้ครับ

.....เพราะฉะนั้นเกิดใครไม่มีตังค์ก็ซื้อของในไทยได้ ซื้อกีต้าร์ราคาถูกได้ แต่สุดท้ายถ้าคุณจะเป็นมืออาชีพจริงๆ คุณก็ต้องซื้อของแพงอยู่ดี จริงไหม ถูกไหมครับ อันนั้นข้อแรกเลย อันที่สองที่ผมมีประสบการณ์ตรงเลย ผมเคยเจอวงจากเกาหลี เล่นในงานคอนเสิร์ตเขาเรียก ‘Womad Festival’ ที่สิงคโปร์เป็นของปีเตอร์ กาเรียล ก็เป็นเวิร์ลมิวสิค แล้ววงนี้มีกลอง เป็นกลองโบราณของผู้หญิงเป็นผู้หญิงล้วน 30 คน โห โคตรมันส์เลย ตีกลองอยู่อันใหญ่ๆ แล้วมีอยู่อันหนึ่งใหญ่เท่าห้องนี้ครับ ผมก็ถามว่าเฮ้ย! พวกเครื่องนี้โหลดยังไง ทำไมรัฐบาลเกาหลีช่วยหมดเลย เขาสนับสนุนถ้าเขารู้ว่าวงไหน คือแค่ไม่ต้องส่งค่าตั๋วค่าอะไรให้หรอกครับ คือแค่คุณมีที่เก็บของ กลองขนาดนี้ให้นักดนตรีแบบไปแสดงวัฒนธรรมที่นั่น แล้วก็ไม่ใช่ดนตรีแบบเหมือนรำไทย ไม่ใช่ดนตรี โทษทีไม่ใช่ดนตรีสมัยก่อนด้วย ใช้เครื่องดนตรีสมัยก่อนแต่เป็นดนตรีสมัยใหม่ แดนซ์ เขาเห็นความสำคัญไงครับ แล้ววงนี้ได้รับคำชวนจากต่างชาติเข้ามา

....เขาก็ไปขอกันเหมือนเราที่ได้รับการชวนจากต่างชาติ แต่เราต้องไปขอบริษัทเบียร์ขอใครก็ได้ที่เป็นสปอนเซอร์ ขอการบินไทย มันก็จะพ่วงกันเป็นทอดๆ อย่างนี้ ใช่ไหมครับ สุดท้ายมามันก็เหมือนการมาแล้วก็ไม่มีใครได้อะไร ใช่ไหมครับ ผมคิดตรงนี้ถ้าเห็นความสำคัญนิดหน่อย มันจะช่วยพัฒนาขึ้นเยอะ นักดนตรีบ้านเราเก่งหลายคน เก่งเยอะมากแต่ก็ไม่ได้ส่งเสริมเขาในด้านนี้ให้ชัด แต่กลับว่าทุกคนก็ชอบ AF ใช่ไหม ชอบนักร้องแบบนั้น แล้วก็เป็นความฝันของเด็กๆ วัยรุ่นหลายคนที่อยากเข้าวงการ ผมก็จะบอกว่ามันก็ อันนั้นคือก้าวแรกของการเป็นดารามากกว่าการเป็นนักร้องที่ดีหรือนักดนตรีนะครับ อันนี้วันเวลาจะบอกคุณเองว่าคุณคือใคร แต่ถ้าถามผมก็ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ เพราะว่าผมคิดว่ามันไร้สาระ (หัวเราะ)

คุณมองว่าคุณสมบัติที่ดีของการเป็นนักดนตรีนักร้องบ้านเราคืออะไร
.....อืม...แต่ผมก็เจอนักดนตรีเยอะนะที่เป็นพวกอินดี้เนี่ย ตั้งใจจริงๆ ที่จะเป็นตัวของตัวเองเนี่ย (มุ่งมั่น) ใช่ๆ ถูกต้อง อันนี้ก็ขอให้เป็นอยู่ครับ แล้วก็สิ่งที่เราต้องปรับปรุงเลยในพวกคนมุ่งมั่นนี่คือความรับผิดชอบ ไม่ค่อยมี อันนี้คือข้อเสีย

คุณพูดเรื่องความรับผิดชอบเยอะมาก แสดงว่าคุณเห็นความรับผิดชอบที่มันขาดอยู่
....ขาดครับ ทุกอย่างมันไม่พัฒนาเพราะว่าเราปล่อยมันไปเรื่อยๆ ผมนี่ไปออกรายการที่ไหนมาตั้งแต่เป็นวัยรุ่นน่ะ เริ่มเข้าวงการมา นัด 5 โมงกว่าจะถ่ายนู่นน่ะบ่ายโมง เย็น หรืออะไรอย่างนี้ ใช่ไหมครับ มันเป็นอย่างนี้หมดแหละ แล้วก็มันก็เลยทุกคนนัดกันที นัด 5 โมงก็จะรู้แล้วอ๋อ บ่ายโมงก็เริ่ม ใช่ไหมครับ มันก็จะเป็นอย่างนั้นไป ผมก็เลยคิดว่าแล้วพอผมได้ทำงานที่อื่น ได้ดิวกับคนต่างชาติได้ทำงานกับคนต่างชาติหรือว่าได้ทำกับบริษัทที่เขาเป็นมืออาชีพจริงๆ เราจะเห็นเลยว่า มันไม่ต้องใช้คนเยอะครับ ใช้คนน้อยๆ แต่ประสิทธิภาพมันสูง ออฟฟิศทุกวันนี้เทคโนโลยีช่วยเราได้เยอะมาก แค่ความรับผิดชอบของคนในออฟฟิศเนี่ยหาให้ได้เถอะว่าใครคือตัวจริงที่มันทำงานแล้วเวิร์ค อย่างนี้อะครับ มันจะทำให้หน่วยงานแต่ละจุดเนี่ยเข้มแข็ง แล้วก็คราวนี้มันพัฒนาด้วยกัน ผมเลยค่อนข้างเน้นเรื่องนี้มาก เพราะผมเห็นว่ามันจะสอนให้เรารู้จักมีจรรยาบรรณด้วย อันนี้สำคัญใช่ไหม ถ้าเรารับผิดชอบต่อหน้าที่เนี่ย ถ้าเราเป็นนักข่าวก็จะรู้แล้วว่าควรจะเขียนอะไร เอียงหรือเปล่า หรือว่าอะไรหรือเปล่า เนี่ยครับ คือหน้าที่ที่เราเป็นอยู่

แนวเพลงเรกเก้ สกาเอง ให้ปรัชญาในการดำรงชีวิตของคุณยังไงบ้างครับ
.....สำหรับผมให้เยอะ โดยส่วนตัวนะครับ คือที่วงมาเล่นอย่างนี้ส่วนหนึ่งมาจากผม ผมเป็นคนนำ เป็นคนที่อยู่ข้างหน้า เพราะฉะนั้นวงก็ถามแล้ว คุณถนัดที่จะเป็นอะไร แล้วชีวิต ผมใช้ชีวิตโดยการให้ชีวิตบอกว่าเราคืออะไร ไม่ใช่เราไปค้นหาว่าเราอยากเป็นอะไร พอชีวิตมันบอกว่าเราเป็นอะไรที่นี้มันเกิดการเรียนรู้เองครับ สิ่งที่ผมมาเป็นตรงนี้ผมถือว่าผม ฟลุคหมดเลยครับ มันเป็นมันเอง ก็เลยไม่รู้ว่ามันคืออะไร

คือเราก็ทำ ทำไปนั่นแหละในสิ่งที่เราควรจะทำ แต่มันจะเป็นอะไรก็แล้วแต่มัน
.....ถูกต้อง หมายความว่าไม่ใช่ อย่างตอนแรกตั้งใจจะเป็นแล้วก็ไปทำ แล้วสุดท้ายก็ไม่เป็นเข้าใจไหมครับ เคยทำงานประจำ เคยทำอะไรต่ออะไร สุดท้ายก็รู้แล้วว่าเอ๊ยชีวิตอยู่อย่างนี้ไม่ได้แล้ว อึดอัดฉิบหายเลย เออค้นหาดีกว่า แล้วก็อย่าลืมว่ามันไม่มีคนเก่งแล้ว คนที่เก่งมันเกิดจากการที่เอาใจใส่ คนที่เรียนรู้เยอะ แล้วเขาถึงเก่ง มันไม่มีใครเก่งเลยนะครับ แล้วบอกว่าพรสวรรค์ หรืออะไรก็แล้วแต่ อันนั้นมันก็แค่ส่วนหนึ่งที่เขามาที่เขามีในตัวเขา แล้วเขารู้ว่ามีอะไรแล้วเขาก็ดันมันออกมาใช้ได้ถูกทาง เพราะฉะนั้นทุกคนมันมีหมด ผมยังมั่นใจว่าทุกคนมี แค่อุดมการณ์มันก็เหมือนกับไม่น่าพูดตอนนี้นะไอ้คำนี้ แต่ว่าก็ปล่อยเขาไป บางทีบางคนชอบไปหัวเราะเยาะคน ...บ้า ไอ้นี่อุดมการณ์สูง อย่างนั้นอย่างนี้เมื่อไม่มีคนพวกนี้มันก็ไม่มีการพัฒนาหรอก

.....จริงๆ ถึงบางอย่างมันจะดูไร้สาระอะไรอย่างนี้ คือมันต้องมีคนแบบนี้อยู่แล้วก็มันถึงมีคนทำศิลปะอยู่ คือมันจะเห็นว่ามันจะเป็น มันอยู่ในทุกที่ ถึงคุณจะค้าขายคุณเปิดธุรกิจร้านอาหารแต่คุณไม่เคยใส่ใจเรื่องธรรมชาติเรื่องอะไรเลย แต่คุณเปิดร้านอาหารน่ะ จานของคุณก็ต้องมีดีไซน์ถูกไหม ก็เกิดจากคนทำศิลปะเหมือนกัน ทุกอย่างมันมีดีไซน์หมดครับ (หัวเราะ) โลกปัจจุบันมันต้องการครับ มันคือจุดขายอย่างหนึ่ง ก็แค่นั้นครับ คนทำศิลปะก็เอาตรงนั้นมาใช้แล้วก็ปรับตัวกับการมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน และกับเทคโนโลยีกับอะไรอย่างนี้ครับ แล้วก็ทำให้เราอยู่ได้ยิ่งถ้าเรามีความตั้งใจจริงๆ มีอุดมการณ์ที่ยังเก็บไว้อยู่ ผมว่าเราอยู่ได้ ครับผม

ในความเป็นทีโบนครับ พี่แก๊ปคิดว่าวงทีโบนสามารถสร้างสรรค์สังคมได้ไหมครับ
....คิดว่าครับ ค่อนข้างมั่นใจ เพราะว่าสิ่งแรกที่บอกกับตัวเองเลยคือจะไม่เขียนเพลงที่งี่เง่าเด็ดขาด ตั้งแต่ครั้งแรกที่เข้ามาในวงการเลย ชุดแรกมันก็เลยเหมือนทำเป็นแหม เหมือนกับโอ้โหตัวแค่นี้แต่พูดเรื่องอย่างนั้นอย่างนี้ มันไม่มีใครฟังผมหรอกครับตอนแรก จะเป็นเด็กอีกรุ่นหนึ่งที่เริ่มฟังแล้วว่าเราทำ เราพูดอะไร แล้วก็ทำต่อเนื่องมา แล้วก็ไม่เคยมีเพลง คิดว่าไม่มีนะ เนื้อหาแบบว่าที่เขียนแบบให้มันฮิตได้สองเดือนหรือว่าสามเดือน ทุกอย่างที่ทำมานี่ ที่มีทุกวันนี้ได้นี่มันมาทีหลังหมดเลย หลังจากทำมาสิบปี มาทีหลังหมดเลยครับ ที่มามีชื่อเสียง ตอนที่ดนตรีแบบนี้มารู้จักกันในห้าปีนี้ มันก็ ผมก็ไม่ได้ออกอัลบั้มเลยนะ ผมควรจะออกอัลบั้มใหม่ตอนที่มันพีคสุดๆ ใช่ไหม เมื่อ 3 ปีที่แล้วเนี่ย แต่ผมไม่ทำ ผมมาออกปีนี้ ตอนนี้ กำลังจะดาวน์แล้ว คนเบื่อกันแล้ว

.....มันเป็นเพราะว่ามันเยอะเกินไป คนก็จะเลือกล่ะว่าจะไปดูอะไรล่ะใช่ไหม คือเรายิ่งทำอะไรที่มันเยอะ คนที่ไปดูจริงๆ ก็จะเริ่มเลือกได้ ที่ผมดีใจอย่างหนึ่งคืออย่างน้อยมีสาขาดนตรีประเภทหนึ่งเกิดขึ้นละ ก่อนนี้เราสามารถทำได้ตั้งแต่ยุคโมเดิร์นด็อกมาใช่ไหม เราก็จะมีเพลงที่ทุกคนเรียกอินดี้ก็เป็นแนวหนึ่งละ เสร็จแล้วก็มาโจอี้บอย ก็ทำให้เราสามารถมีสาขาฮิปฮอปในประเทศไทยถูกไหมครับ ถึงวันนี้ก็น่าจะเป็นเวลาของผมแล้ว เพราะผมก็โตมาระดับหนึ่งในยุคก่อนก็เรกเก้ สกาไปใช่ไหมครับ แล้วผมก็ทำอีกอย่าง คือ ดัฟฟ์ ส่วนเพื่อนผมก็ยังคงทำงานในสาขาอื่นๆ อยู่ อยู่ในแจ๊สในอะไรก็แล้วแต่ อย่างตอนแรกมาทำ Eatern Sky ก็วงพราว เราก็สามารถสร้างคนที่ดี คือเราสามารถสร้างคนได้ด้วย ผมเป็นโปรดิวเซอร์คนแรกให้กับพาราด็อกซ์ชุดแรก เป็นคนแรกที่ได้ฟังเดโมของป๊อก Stylish Nonsense สองคนนี้ แล้วชื่นชมมาก สุดท้ายเขาก็เป็นคนสร้างสรรค์

วันนี้คุณภาคภูมิใจในสิ่งที่คุณทำ
......ภูมิใจมาก อย่างน้อยเราก็เลือกถูก อย่างน้อยเราก็มองถูกว่า เอ๊ย...ช่วยถูกคน อย่างน้อยเราก็มองถูกว่าทำไมเราไม่ช่วยคนนั้นเพราะอะไร ทำไมเราถึงไม่เคยทิ้งคนนี้เลย อย่างทุกวันนี้ผมก็ยังทำงานกับป๊อกอยู่ บางทีผมไปเล่น Kapi บางทีก็เอาป๊อกไปเล่นด้วย หรืออะไรอย่างนี้ครับ คือเราจะรู้จะสัมผัสกันได้

จุดสูงสุดของทีโบนคืออะไร
.....คงผ่านแล้ว คือได้เล่น ได้รู้จักกับศิลปินที่ตัวเองชอบตั้งแต่เด็ก

การได้ไปเล่นที่ Glastonbury ถือเป็นจุดสุดยอดไหมครับ
.....ไม่ครับ การที่ได้เล่นกับ Skatalite ครับ ถ้า Bob Marley ไม่ตายผมคงมีโอกาสได้เจอ น่าจะเฉียดๆ บ้าง ก็ได้เจอหลายคนที่แบบไม่น่าเชื่อ เยอะ แล้วก็ได้รู้สึก (ดนตรีมันพาไปเจอ) ใช่ครับแล้วก็แบบ โอ้โหสุดยอดเลย แล้วมีอีกอันประทับใจมาก ไปดู Santana เขาไม่รู้จักหรอกว่าผมเป็นใคร แต่ผมไปอยู่หน้าเวทีแล้วผมยกมือไหว้เขาแบบนี้ เขาอยู่ข้างหลังครับ ตอนนั้นมือเบสกำลังโซโล่อยู่ นาธาน อีสต์กำลังโซโล่อยู่ ทุกคนหลบไปข้างหลังแล้วให้คนนั้นโซโล่ไปก็ส่องไปที่เขา แต่ว่า Santana อยู่ข้างหลังแล้วก็ยกมือขึ้นไหว้ผม เดินมาจากข้างหลังเวทีครับ เดินเข้ามาข้างหน้าแล้วก็มาไหว้ผมข้างหน้าเวที ผมก็ไหว้อย่างนี้แล้วก็จับมือกันเหมือนคนอินเดียครับ แต่ในมือของ Santana มีปิ๊กของเขาอยู่ อันนั้นแบบประทับใจมาก มันเหมือนแบบ เฮ้ย! ไม่รู้แค่มาดูเฉยๆ แบบชื่นชม มันไม่มีสิทธิอะไรพิเศษที่นั่นไม่มีใครรู้จักผมครับ ไม่รู้ว่าไอ้นี่นักดนตรีหรืออะไรก็แล้วแต่ มันเกิดเองแล้วมีหลายเหตุการณ์ที่เป็นอย่างนั้น บางคนก็ไม่ได้ชื่นชมมาก แต่มันอยู่ติดซะจนบางคนก็งง ผมไปอังกฤษมั้ง ไปฉี่ในห้องน้ำ ฉี่ๆ หันไปซ้ายมือ เอ้า!! นี่ Blur นี่หว่า นักร้องนำ Blur ก็คุยกันอะไรอย่างนี้ มันแปลกๆ ครับ อันนี้คือสิ่งที่ผมคิดว่ามันน่าภูมิใจ

ดนตรีให้อะไรกับคุณบ้างครับ
.....ให้การมีชีวิตอยู่ครับ ให้มีพลัง ให้รู้ว่าเราไม่ใช่คนล่องลอย แต่เราใช้ความล่องลอยของเราให้มันเป็นประโยชน์ (หัวเราะ) เข้าใจไหมครับ เพราะว่าเราต้องคิดอะไรไปเรื่อยอย่างนี้ครับ เพื่อจะสร้างงานของเราหรือว่ามีพฤติกรรมบางอย่างที่มันไม่ปกติหรือแม้แต่เดินวนไปวนมา หรืออะไรก็แล้วแต่ที่มันไฮเปอร์ผิดปกติคน ผมถือว่าเราโชคดี ที่ได้ตรงนั้นมาแล้วก็ควรรักษามันไว้ครับ

อัลบั้มนี้อยากพูดอะไรกับแฟนเพลงที่จะเจอกับทีโบนได้เร็วๆ นี้
.....ก็อันนี้ภูมิใจที่สุด ถึงบางคนอาจจะ ไม่รู้ลองฟังดูก่อนครับ แต่ผมคิดว่าผมภูมิใจกับอันนี้มากเพราะว่าผมได้สิ่งที่มันชัดเจนมาก ได้สิ่งที่ผมควรจะเป็น และในวันเวลาที่วงผ่านประสบการณ์มาอย่างโชกโชน และมันค่อนข้างจะจิ๊กโก๋ (หัวเราะ) เก๋า แล้วก็มันกำลังอิ่มตัวพอดีครับ แล้วก็คิดว่าอีกอันหนึ่งสำคัญมากเลยคือ หลายครั้งเลยที่ผมได้เซ็นชื่อให้กับแฟนเพลงในอัลบั้มก๊อปปี้ วันนี้ก็ยังเป็นอย่างนั้นอยู่ ผมเซ็นชื่อให้ในแผ่นก๊อปปี้โดยที่ผมไม่ได้พูดอะไรกับเด็กที่เอามาให้เพราะผมไม่อยากทำร้ายน้ำใจเขา เอ้อ! แล้วผมก็รู้สึกว่า ทำไมงานที่ผมสร้างเนี่ยมันไม่ได้เลี้ยงตัวผมได้นะ หมายถึงว่าตัวงานน่ะเหมือนกับว่า มันน่าจะเลี้ยงเราได้นะ ถูกไหมครับ เพราะว่ามันคืองานที่มันอยู่แน่ๆ เหมือนกับอัลบั้มที่ไม่ใช่มาเล่นที่ร้านแล้วก็รับเงินกลับบ้าน ใช่ไหมครับ

....แต่มันเป็นรายได้ของคนที่มีอาชีพนี้ที่มันควรจะได้จากยอดขายตรงนั้น ซึ่งตรงนั้นมันไม่ค่อยได้มาเลี้ยงผมเลย หลายๆ ชุด (หัวเราะ) ก็ด้วยอะไรก็แล้วแต่ เราอาจจะไม่ได้ประสบความสำเร็จตอนนั้น แต่วันเวลามันผ่านมาแล้ว ไปเล่นตามคอนเสิร์ตก็จะเห็นคนร้องได้ แล้วก็บางทีมันก็รู้สึกแปลกๆ ว่า โหร้องได้กันทั้งงานเลย อะไรอย่างนี้ บางอันก็คิดไม่ถึงว่าเขาร้องได้ด้วย อะไรอย่างนี้ครับ ก็จะบอกว่าสนับสนุนอันนี้ ขอเลยถ้าคิดว่าสุดท้ายแล้วอันนี้ จริงๆ หมดแรง (หัวเราะ) ก็จะเหลือแรงที่สามารถจะทำอะไรให้กับตัวเองอย่างเดียวแล้ว คราวนี้จะคิดถึงแต่ตัวเองแล้ว ก็จะทำดัฟฟ์อย่างเดียวแล้ว แล้วก็พี่เล็กก็จะทำแต่ของตัวเอง พี่กอล์ฟก็จะทำแต่ของตัวเอง

มีการพูดคุยกันแล้ว
.....ก็ส่วนหนึ่งแล้วครับเพราะมันเหมือนกับว่าทำได้จนถึงสุดแล้ว แล้วคิดว่ามั่นใจในชุดนี้ ไม่ใช่ในยอดขายเพราะสุดท้ายก็ขายเองอยู่ดีไม่ได้อยู่กับใคร เป็นบริษัทอิสระเหมือนเดิม เพราะฉะนั้นฝากไว้ด้วย ก็ถ้าชอบจริงๆ ก็ซื้อ ก็ถูกกว่า Converse แน่ๆ ถูกกว่าชัวร์ แต่คิดว่าอยู่นานกว่า อยู่ได้นานกว่า แต่ว่าถ้าด้วยเทคโนโลยีคิดว่าซื้อซีดีไม่ได้ ก็โหลดของจริงแค่นั้นครับก็ทำให้พวกเราต่อสู้ได้ ครับผม



Artist:


เพลงพิเศษนี้ มีให้ฟังเฉพาะผู้ใช้งาน JOOX มิวสิคแอพแบบ VIP เท่านั้น

ดาวน์โหลด JOOX ฟรีมิวสิคแอพ
แล้วรับสิทธิ์ใช้งานแบบ VIP ฟรี

แค่คลิก หรือสแกน QR Code ด้านล่างเพื่อติดตั้ง JOOX
บนสมาร์ทโฟนของคุณ รับสิทธิ์การใช้งาน JOOX
แบบ VIP กันไปเลยฟรีๆ

 

หากคุณใช้งาน JOOX แบบ VIP อยู่แล้ว

แค่ล็อกอินด้วยการคลิก  ที่มุมบนขวามือ
ของ Sanook! Music ด้วยแอคเคาท์ JOOX ของคุณ

Album
00:00 / 00:00
0
เพลงที่อยู่ในคิว (0) เคลียร์ลิสต์ทั้งหมด
No songs added

In Sanook Music, click "▷" or "+" to play or add songs.