“Sugizo Live 2019 Cosmic Dance in Bangkok” ความเดือดไม่บันยะบันยังจากนักกีตาร์ชาวญี่ปุ่นระดับตำนาน | Sanook Music

“Sugizo Live 2019 Cosmic Dance in Bangkok” ความเดือดไม่บันยะบันยังจากนักกีตาร์ชาวญี่ปุ่นระดับตำนาน

“Sugizo Live 2019 Cosmic Dance in Bangkok” ความเดือดไม่บันยะบันยังจากนักกีตาร์ชาวญี่ปุ่นระดับตำนาน
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

แม้จะเป็นการเดินทางมาเยือนเมืองไทยเป็นรอบที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ของ “Sugizo” แต่สำหรับหนนี้คือคอนเสิร์ตเดี่ยวครั้งแรกในเมืองไทย เหตุใดเราจึงจะพลาด!

ตำนานผู้นี้ ใครที่อยู่ในแวดวงกีตาร์หรือคอดนตรีตัวจริงเสียงจริงบอกเลยว่าไม่มีใครไม่รู้จัก โดยเฉพาะบทบาทการเป็นมือกีตาร์และมือไวโอลินของวงเจร็อคที่ทุกคนคิดถึงอย่าง Luna Sea หรือแม้กระทั่งการเข้ามาเติมเต็มไลน์กีตาร์ให้ X Japan กลับมามีลมหายใจยามออกทัวร์คอนเสิร์ตอีกครั้ง

ในขณะที่ผลงานเดี่ยว Sugizo ก็มีปล่อยออกมาให้เหล่าสาวกได้ชื่นมื่นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 1997 จวบจนปัจจุบันก็นับรวมได้แล้วถึง 6 อัลบั้ม ซึ่งในแต่ละอัลบั้มก็เป็นที่โจษจันถึงซาวด์กีตาร์อันเป็นเอกลักษณ์ แต่ฟังในซีดีหรือสตรีมมิ่งก็คงไม่เทียบเท่าการดูแบบสดๆ ด้วยสองตาและสองหู

“Sugizo Live 2019 Cosmic Dance in Bangkok” การเดินทางสู่เมืองไทยกับคอนเสิร์ตเดี่ยวครั้งยิ่งใหญ่ครั้งแรกในประวัติศาสตร์บ้านเรา ณ Ultra Arena Hall ศูนย์การค้า Show DC จึงเป็นเป้าหมายสำคัญสำหรับนักฟังเพลงอย่างเราที่ขอมุ่งหน้าสู่สถานที่จัดแสดงแบบไม่มีลังเลแม้สักนิด ยิ่งแปะข้อความโปรโมตหราว่านี่คือการผสมผสานดนตรีโปรเกรสซีฟร็อคสไตล์ Sugizo ที่เราคุ้นตากันเป็นอย่างดีกับสุ้มเสียงอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งบอกตามตรงว่าตอนนั้นจินตนาการไม่ออกเหมือนกันว่าจะออกมารูปแบบไหน แต่หากพูดถึงความน่าดูน่าชมนั้นอยู่ในระดับล้านกะโหลกเสียด้วยซ้ำ

ภายในฮอลล์ถูกเลี้ยงบรรยากาศเอาไว้ด้วยเสียงแอมเบียนต์ต่างๆ โดยเฉพาะเสียงนกที่ดูจะแจ่มชัดที่สุด วิชวลขนาดใหญ่ฉายตระหง่านที่จอด้านหลัง คีย์บอร์ด 2 ตัววางอยู่ข้างกัน ถัดมาเป็นกลองชุดซึ่งอยู่ตรงกลาง ปิดท้ายด้วยกองทัพเพอร์คัสชั่นหลากหลายรูปแบบที่มองไกลๆ นึกว่ากลองอีกหนึ่งชุด ไม่กี่อึดใจถัดมา Sugizo ก็ปรากฏตัวบนเวทีกับกีตาร์คู่ใจ และเพียงแค่ “เสียงแรก” ที่ดังก้องขึ้น... ก็ทำเอาเราสะท้านจนขนลุกไปถึงท้ายทอยแบบไร้สาเหตุ

หากจะว่ากันตามจริง แพทเทิร์นโชว์ของ Sugizo ไม่ได้หวือหวา นี่คือคอนเสิร์ตเพลงบรรเลงที่ใช้กีตาร์และซาวด์อิเล็กทรอนิกส์ขับเคลื่อน ทุกบทเพลงที่ค่อยๆ ไล่เรียงไปเรื่อยๆ ต่างมีมนต์สะกดในรูปแบบที่ต่างกัน และที่มากกว่าคำว่าหวือหวา มันคือความรู้สึกตรงหน้าที่สุดยอดนักกีตาร์คนหนึ่งบนโลกใบนี้ กำลังกรีดนิ้วไปยังสายกีตาร์ทั้ง 6 เส้น สื่อถึงความรู้สึกเดือดดาล, เศร้าสร้อย, เจ็บช้ำ และอื่นๆ อีกมากมายผ่านเสียงที่เขาบรรเลงออกมา

“The Last Ira” ทำเอาทุกที่นั่งไม่มีใครนั่งอีกต่อไป กีตาร์บาดๆ สุดเร่งเร้า ห่อหุ้มด้วยเสียงสังเคราะห์ แถมยังมีโซโล่เพอร์คัสชั่นแบบเดือดไม่แพ้กีตาร์ของสมาชิกแบ็คอัพให้ได้ใจระทึก ต่อด้วย “Misagi”, “Tell Me Why Not Psychedelia?”, “Final of the Messiah”, “Folly”, “Neo Cosmoscape”

นอกจากเสียงกีตาร์จะบาดจิตบาดใจ ร้องโอ้โหไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบแล้ว มาดบนเวทีของ Sugizo ยังทำให้เรารู้สึกทึ่งในตัวชายคนนี้ยิ่งขึ้นอีก ทุกย่างก้าวของเขามีความหมาย ไม่เว้นแม้แต่การจัดแต่งทรงผมให้อยู่กับร่องกับรอย (แอบเห็นเดินไปส่องกระจกเล็กน้อยตามสไตล์) การใช้เวทีอย่างคุ้มค่า เดินไปหาเหล่าสาวกทั้งด้านซ้าย-กลาง-ขวา รวมไปถึงการโชว์สัญลักษณ์มือประจำตัวที่เมื่อเห็นภาพแฟนคลับชูมือตามก็รู้สึกถึงพลังที่ส่งมอบให้กันและกันระหว่างด้านบนและด้านล่างของเวที

ความเดือดยังคงปะทุแบบไม่บันยะบันยังด้วยเพลงอย่าง “FATIMA”, “Lux Aeterna”, “ENOLA GAY RELOADED”, “Decaying” หรือแม้แต่ “DO-FUNK DANCE” ซึ่งก็มีช่วงเวลาที่ Sugizo วางกีตาร์ลง และหยิบอีกหนึ่งเครื่องดนตรีสุดถนัดอย่าง ไวโอลิน มาบรรเลงความเศร้าดีพๆ เหงาลึกๆ ให้ได้ซึมซับกันอีกด้วย

นอกจากใบหูจะฟินจากสรรพเสียงอันน่าอัศจรรย์จาก Sugizo แล้ว อีกหนึ่งองค์ประกอบที่ชื่นชอบมากๆ สำหรับคอนเสิร์ตครั้งนี้ก็คือวิชวลบนจอขนาดยักษ์ที่เปรียบเสมือนเป็นเรื่องราวที่มือกีตาร์ผู้นี้เล่าผ่านเพลง วิชวลในสไตล์กราฟิกตามที่เห็นในคอนเสิร์ตทั่วไปก็คงคุ้นชินคุ้นตากันอยู่แล้ว แต่ทีเด็ดคือบรรดาภาพถ่ายผู้คน เด็กน้อย (ซึ่งโดยส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม) แม้ว่าภาพโดยส่วนใหญ่จะมีรอยยิ้มเป็นองค์ประกอบหลัก ทว่าแววตาของพวกเขาดูจะไม่ได้เป็นสุขตามที่ทุกคนเห็น

ยิ่งเมื่อภาพเหล่านั้นถูกถ่ายทอดผ่านดนตรีอันเกรี้ยวกราดและอึมครึมในเวลาเดียวกัน บทเพลงของ Sugizo ซึ่งในอีกแง่มุมชีวิต เขาคือนักเคลื่อนไหวทางสังคมตัวยงอีกหนึ่งคน ก็ถือเป็นเสียงสะท้อนต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ ความสูญเสียที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น ดั่งข้อความที่ปรากฏบนหน้าจอเพียงชั่วครู่ แต่สะเทือนความรู้สึกมาจนถึงตอนนี้...

“No More Nukes, Play The Guitar”

Sugizo ร่ำลาแฟนเพลงชาวไทยด้วย “TELL ME WHY?” และ “The Voyage Home โบกมือลาพร้อมคำสัญญาว่าถ้ามีโอกาสจะกลับมาหาพวกเราอีกครั้ง ซึ่งทุกภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนเวทีคอนเสิร์ต “Sugizo Live 2019 Cosmic Dance in Bangkok” ก็ยังคงตราตรึงมาจนถึงทุกวันนี้ ซาวด์ละเอียดยิบ แน่นปึ้ก แต่ในอีกแง่มุมอาจเพิ่มระดับความเข้มข้นของดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ได้มากกว่านี้ แต่ในขณะเดียวกันก็เข้าใจในเชิงของคอนเสิร์ตมือกีตาร์เช่นกัน ว่าเสียงกีตาร์อาจจะต้องโดดเด่นกว่าใครเพื่อน

นอกจากวิชวลที่น่าชื่นชมไร้ที่ติแล้ว สมาชิกร่วมทัวร์ของ Sugizo แต่ละคนก็มากความสามารถด้วยกันทั้งนั้น โดยเฉพาะมือเพอร์คัสชั่นที่ครบเครื่องเสียจนบางช่วงบางตอนแอบแย่งซีน Sugizo อยู่กลายๆ (แต่ในแง่บวกนะ ประมาณว่าต้องจดจ้องที่มือเพอร์คัสชั่นคนนี้แบบไม่วางตาอะไรประมาณนั้น) ถือเป็นโชว์ที่ค่อนข้างสมบูรณ์แบบเอาการทั้งในเชิงของเสียงที่ได้ยิน และแมสเสจที่ศิลปินอยากจะสื่อสารสู่คนฟัง

เพราะศิลปินคือผู้ถ่ายทอดศิลปะ และ Sugizo คือหนึ่งในศิลปินที่ตั้งใจสื่อความรู้สึกผ่านศิลปะทางเสียงดนตรีที่ทั้งเดือดดาลและทำให้ต้องคนฟังได้ตระหนักถึงอะไรบางอย่างไปพร้อมๆ กัน

ถ้านึกไม่ออกว่าเป็นเช่นไร ลองหาโอกาสดูคอนเสิร์ตของ Sugizo ดูสักครั้งในชีวิตดูสิ...

 

Story by: Chanon B.
Photos by: OVD

อัลบั้มภาพ 9 ภาพ

อัลบั้มภาพ 9 ภาพ ของ “Sugizo Live 2019 Cosmic Dance in Bangkok” ความเดือดไม่บันยะบันยังจากนักกีตาร์ชาวญี่ปุ่นระดับตำนาน

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook