“ถ้าไม่ปล่อยเพลง นั่นคือผมตายไปแล้ว” ความมุ่งมั่นของ VKL สู่อีพีที่อยู่เหนือการควบคุม | Sanook Music

“ถ้าไม่ปล่อยเพลง นั่นคือผมตายไปแล้ว” ความมุ่งมั่นของ VKL สู่อีพีที่อยู่เหนือการควบคุม

“ถ้าไม่ปล่อยเพลง นั่นคือผมตายไปแล้ว” ความมุ่งมั่นของ VKL สู่อีพีที่อยู่เหนือการควบคุม
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

22 ปีที่แล้ว เด็กชายเพทาย วงศ์คำเหลา ได้ลืมตาขึ้นมาดูโลกใบนี้ พร้อมใบแปะหน้าตีตราว่าเขาคือ มิกซ์ ลูกชายคนเล็กของ หม่ำ จ๊กมก นักแสดงตลกชื่อดังของเมืองไทย หลายคนเดินตามรอยบุพการี มุ่งหน้าสู่วงการบันเทิงในฐานะลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น แต่อาจไม่ใช่กับเด็กหนุ่มคนนี้ เพราะเขาได้เลือกเส้นทางในการเป็น “แร็ปเปอร์” ด้วยหัวจิตหัวใจที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นในนาม VKL ที่สะท้อนรากเหง้าแห่งวงศ์ตระกูลอย่างชัดเจน แม้ว่าหนึ่งอีพีกับหนึ่งอัลบั้มเต็มอย่าง Sweed Year และ Naga ที่ปล่อยออกมาก่อนหน้านี้จะไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร แต่ “ตัวจริง” ยังไงก็ไม่มีทางหล่นหายจมดิน VKL ค้นพบซาวด์เฉพาะตัวและกลายเป็นที่ชื่นชอบของนักฟังเพลงนับตั้งแต่ปล่อยเพลง “แมนแล้วบ่” ออกมา ก่อนจะตอกย้ำความเป็น “ยโสธรซาวด์” ที่นำเอากลิ่นอายดนตรีพื้นบ้านทางภาคอีสานมาผสมผสานกับบีตฮิปฮอปได้อย่างน่าสนใจในเพลง “ยโส” แต่ใช่ว่าเขาจะก้าวเดินด้วยความซ้ำซากจำเจ เพราะหลังจากนั้นเราก็ได้ฟังเพลงฮิปฮอปหลากหลายแนวจากแร็ปเปอร์สัญชาติไทยคนนี้ นำมาสู่อัลบั้มอีพีชุดล่าสุดอย่าง Over Control ที่เขาเอ่ยปากว่าไม่สามารถควบคุมความรู้สึก ณ ขณะทำเพลงได้ ทำได้เพียงปลดปล่อยออกมาอย่างที่ใจนึก นี่อาจกลายเป็นผลงานที่ตรงไปตรงมาที่สุดเท่าที่เขาเคยทำมา มากไปกว่านั้น VKL ยังเผยถึงความมุ่งมั่นผ่านทั้งแววตาและประโยคที่ว่า หากไม่เห็นเขาปล่อยเพลง นั่นหมายถึงเขาไม่อยู่บนโลกใบนี้อีกต่อไปแล้ว

 

ชีวิตคุณเปลี่ยนไปอย่างไรบ้างหลังจากปล่อยเพลง “แมนแล้วบ่” ออกมาเมื่อปลายปี 2016 รวมถึง “ยโส” เมื่อปีที่แล้ว เพราะดูเหมือนว่าชื่อของ VKL เริ่มเป็นที่พูดถึงมากกว่าแต่ก่อนที่ปล่อยเพลงอะไรออกมาก็มักจะไม่ค่อยประสบความสำเร็จมากนัก?

เปลี่ยนไปมากครับ ชีวิตผมแต่ก่อนเวลาเจอคนทั่วไป เขาก็มักจะเข้ามาถามว่า เฮ้ย พ่อเป็นไง สบายดีไหม แต่หลังจากปล่อย “แมนแล้วบ่” ส่วนใหญ่จะเข้ามาถามว่า เพลงใหม่จะออกตอนไหน ต่อไปจะทำผลงานอะไร ผมแฮปปี้นะ สำหรับผมเพียงแค่นี้ ผมรู้สึกประสบความสำเร็จแล้ว เพราะผมไม่อยากให้คนมองแค่ว่า ผมเป็นลูกหม่ำ (จ๊กมก) ผมกลายเป็น VKL เต็มตัว ไม่ใช่แค่ มิกซ์ ลูกหม่ำ คือพ่อก็เป็นคนสร้างผมขึ้นมา แต่ผมอยากก้าวไปไกลกว่านั้น

วางแผนชีวิตต่ออย่างไรบ้างไหมหลังจากผลงานเพลงเริ่มประสบความสำเร็จ?

ก็ทำเพลงต่อแหละครับ แต่อีกเรื่องหนึ่งคือ ผมเรียนจบแล้ว และผมกำลังจะไปฝึกงานกับพ่อในฐานะผู้ช่วยผู้กำกับ ก็ลองดู ถ้าผ่านตามที่เขาต้องการก็อาจจะได้กำกับหนังต่อ คือการเป็นผู้กำกับหนังก็เป็นอีกหนึ่งความฝันของผมนะ แล้วถ้าผมได้กำกับหนัง ซาวด์แทร็คมันก็เป็นของผม ผมก็จะทำเป็นฮิปฮอป คือไม่ว่าอย่างไรผมก็ไม่ลืมการทำเพลงอยู่แล้ว ผมเริ่มทำเพลงมาก่อน จะให้ทิ้งมันไปไม่ได้หรอก ยังไงผมก็ต้องเดินคู่ไปกับมัน

นอกจากนั้นปีที่แล้วคุณได้รับรางวัล Hometown Hero จาก Rap is Now Awards 2017 รวมถึงขึ้นไปโชว์บนเวที Rap is Now ในรอบไฟน่อลด้วย ผลตอบรับเท่าที่คุณสัมผัสและรู้สึกมันเป็นเช่นไร?

ผมรู้สึกว่าคนเก็ตกับ VKL มากขึ้นนะ เพราะด้วยแต่ก่อนผมร้องเสียงต่ำ แต่พอมี “แมนแล้วบ่” กับ “ยโส” ซึ่งมีซาวด์อีสานๆ มาผสม คนก็เริ่มมาฟัง มาคอมเมนต์มากขึ้น แต่นั่นก็เป็นผลจากที่เราเริ่มจริงจังมากขึ้น ไม่ได้ทำเล่นๆ เหมือนเดิมแล้ว และที่สำคัญคือมีพัฒนาการ อย่างคุณพ่อเขาก็โอเคนะ ผมดูแววตาเขาแล้วรู้ว่าเขายอมรับเรามากขึ้น เพียงแต่เขาไม่พูดเท่านั้นเอง ผมตั้งใจเอารางวัลกลับไปให้พ่อแม่ดู เพราะผมไม่ได้กลับไปนอนบ้านตั้งแต่เรียนปี 1 ผมมาได้รางวัลของ Rap is Now ตอนปี 4 ผมเอาไปให้พวกเขาดูว่า 4 ปีที่ผมไม่ได้กลับบ้าน มันคือรางวัลนี้ที่ผมได้มา แล้วผมจะไม่หยุดอยู่แค่ 4 ปีนี้แน่

ตอนเพลง “แมนแล้วบ่” และ “ยโส” ปล่อยออกมา คำว่า “ยโสธรซาวด์” กลายเป็นสิ่งที่อยู่ติดตัวคุณ แต่พอมาเป็นซิงเกิล “HI$O” บีตของเพลงกลับกลายไปเป็นฝั่งตะวันตกเอามากๆ เรารู้สึกได้ว่าคุณไม่ได้จำกัดว่าคุณจะต้องทำแต่ซาวด์สไตล์อีสานที่นำความสำเร็จมาให้คุณ?

ถูกต้องครับ ผมไม่ได้จำกัดตัวเองว่าจะต้องทำแค่ยโสธรซาวด์นะ ยโสธรซาวด์เป็นแค่ท่าไม้ตายของผม คือถ้าผมปล่อยออกมา ยังไงคนก็ต้องยอมผม แต่ผมก็ต้องมีแบบอื่นแนวอื่นด้วย อย่างอัลบั้มอีพีชุดใหม่นี้มีทั้งแนวตื๊ด มี Trap มีร้องเป็นเมโลดี้ด้วย คือทั้ง 6 แทร็คมันไม่ใช่แร็ปแค่อย่างเดียว

โจทย์ในการทำอีพีนี้ของคุณคืออะไร?

อีพีนี้มีคอนเซ็ปต์และชื่ออัลบั้มว่า Over Control ซึ่งผมมาคิดออกตอนอัดเพลงเสร็จหมดแล้ว ผมรู้สึกว่า ผมควบคุมแต่ละเพลงไม่ได้เลย คือการทำเพลงของผมวางคอนเซ็ปต์หรืออะไรก่อนไม่ได้เลย ผมก็แต่งไปตามฟีลก่อน พอแต่งเสร็จปุ๊บมาฟัง อ๋อ เรื่องราวมันเป็นอย่างนี้นี่เอง มันมีเนื้อหาของมันอยู่

หมายถึงทั้งเรื่องการแร็ป เนื้อหา ท่วงทำนอง บีต ... คุณปล่อยไหลไปก่อนเลย?

ใช่ครับ แล้วค่อยมาเรียบเรียงปรับแก้เอา อยากแร็ป อยากพูดอะไร พูดออกไปก่อน แต่งออกมาก่อน คือถ้าจะให้ผมคิดคอนเซ็ปต์เพลงก่อน พอไปทำแล้วมันไม่เหมือนอย่างที่วางเอาไว้ มันจะรู้สึกกดดัน เหมือนโดนบีบ ก็เลย over control มันเสียเลย ปล่อยให้สุด ซึ่งอีพีนี้ถือเป็นอีพีเซอร์ไพรส์ด้วย เป็นเพลงใหม่ทั้งหมด 6 เพลง อยากให้คนฟังรู้ว่า VKL ไม่ได้หายไปไหน ยังคงทำเพลงอยู่เรื่อยๆ แม้จะมีแค่ 6 เพลง แต่ผมมีอีก 10 กว่าเพลงที่ยังไม่ได้ปล่อยนะ

ดูเหมือนว่าคุณจะมีเพลงอยู่ในสต็อกตลอดเวลา?

ผมไม่ชอบอยู่เฉยๆ ครับ ผมไม่รู้ว่าผมจะตายวันไหน เอาง่ายๆ จำคำพูดของผมไว้ ที่ผมปล่อยเพลงอยู่ตลอด คือผมยังมีชีวิต ถ้าไม่ปล่อยเพลง นั่นคือผมได้ตายไปแล้ว ผมวางเป้าหมายกับตัวเองไว้อย่างนั้น ผมอยากทำให้ได้มากที่สุด เพราะผมคือศิลปิน แล้วทุกวันนี้แนวเพลงมันเปลี่ยนไปตลอด มีเด็กรุ่นใหม่ขึ้นมาตลอด เราจะสู้ได้ไหมล่ะ ยังไงก็ต้องทำต่อไป

ความท้าทายในการทำอีพีชุดนี้คืออะไร?

มันยากตรงที่ ... ความรู้สึกของตัวผมเอง ว่าผมอยากจะพูดอะไรออกไป ผมว่ายุคนี้ไม่เหมือนยุคก่อนที่ศิลปินต้องทำเพลงตามใจคนฟัง ทุกวันนี้คนที่ทำเพลงก็ทำตามใจพวกเขาเองนั่นแหละ ผมก็เลยมานั่งคิดทบทวนกับตัวเองว่า จริงๆ แล้วผมอยากพูดอะไร มันก็เลยใช้เวลานาน อย่างในอัลบั้มจะมีเพลงที่ชื่อว่า “ของแท้” ผมใช้เวลาแต่งอยู่ร่วมสองเดือน เพราะแต่ละท่อนที่ผมพูดออกไป ผมอยากให้คนฟังรู้สึกว่าผมน่ะของแท้จริงๆ บางครั้งแค่ 2 บาร์ใช้เวลาแต่ง 2 วันก็มี ซึ่งถ้าวันไหนความรู้สึกมันไม่ได้ ผมก็จะไม่ทำ

แล้วสิ่งที่ VKL ในวัย 22 ปีอยากจะพูด อยากจะสื่อสารในทุกวันนี้มันคือเรื่องราวของอะไรกันแน่?

อย่างแรกก็คงเหมือนที่ผมบอกในตอนต้นว่า ผมเป็นได้มากกว่าการเป็นลูกของคุณพ่อ ผมอยากพูดถึงสังคมในวงการเพลงฮิปฮอป อยากให้เคารพฮิปฮอปหรือมองฮิปฮอปเหมือนที่ทุกคนเคารพเพลงสตริง อยากพูดถึงความเปลี่ยนแปลงของเรา พูดถึงความรู้สึกที่ผมเก็บไว้ในใจ ไม่ได้พูดกับใคร หรือบางครั้งคิดอยู่คนเดียวไม่ได้ระบายกับใคร ซึ่งผมจะพูดลงไปในเพลง

บางเวลาความรู้สึกที่อยู่ในใจเหล่านั้นมัน Over Control ด้วยหรือเปล่า?

มากเลยล่ะ เอาจริงๆ เวลาผมเครียด ผมก็ไม่ได้มานั่งปรึกษาใคร มันเป็นความกดดันที่ผมไม่สามารถพูดออกมาได้ ผมก็ใส่เข้าไปในเพลงเลย บางครั้งก็เป็นเนื้อหา หรือแม้กระทั่งบีต ซึ่งมันอาจจะสามารถให้กำลังใจคนฟัง หรือไปโดนใครสักคนก็ได้ ผมแค่อยากให้คนฟังเข้าใจความรู้สึกของศิลปินบ้าง เพราะตลอด 10-20 ปีที่ผ่านมามีแต่ศิลปินที่ต้องเข้าใจคนฟัง แต่ในขณะเดียวกันผมก็ทำเพลงที่คนสามารถเอ็นจอยได้เหมือนกัน ไม่ใช่ว่าเราตามใจตัวเองตลอด

ปีที่แล้วคุณเคยให้สัมภาษณ์ไว้กับสื่อหนึ่งว่า เด็กรุ่นใหม่ที่ก้าวเข้ามาสู่วงการฮิปฮอป พวกเขามองไปที่กระแสใดกระแสหนึ่งเป็นหลัก ในวันนี้ความคิดดังกล่าวเปลี่ยนไปบ้างไหม?

มันก็มีเปลี่ยนไปบ้าง อย่างสมัยนี้ผมแร็ปเปอร์รุ่นใหม่บางคนก้าวขึ้นมาด้วยกระแส ไม่ว่าน้องจะได้ยอดวิวกี่ล้าน หรือกี่สิบล้าน แต่ผมอยากถามน้องว่า เพลงต่อไปน้องจะทำอย่างไรให้มันได้มากกว่านี้โดยที่ไม่ได้เป็นกระแส เพราะถ้าวันหนึ่งกระแสของน้องไม่มีแล้ว น้องจะทำอะไร หรือทำอย่างไร ส่วนตัวผมกล้าพูดนะว่าผมไม่ได้มาจากกระแส ผมมาด้วยตัวของผมเอง มาเป็นช่วงๆ ช่วงนี้อาจเป็นช่วงของเรา แต่ช่วงไหนไม่ได้มันก็คือไม่ได้ มาแบบนี้สบายใจมากกว่า ในวงการมันน่ากลัวนะ สมมติเด็กคนหนึ่งอยากร้องได้แบบผม พอทำได้มันพอแล้ว แทนที่อยากจะพัฒนาตัวเองไปให้มากกว่าผม เด็กรุ่นใหม่ควรจะคิดมากกว่านั้น ให้มันกว้าง แตกแขนงไปมากกว่านั้น เหมือนที่ผมคิดว่า ผมอยากเป็นรุ่นใหญ่ในวงการให้ได้

แล้วในอนาคตล่ะ คิดว่าวงการฮิปฮอปไทยจะก้าวไปสู่จุดไหน?

มันจะดีกว่านี้แน่นอน แต่ด้วยระบบบางอย่าง เช่น การให้ค่าตัว หรืออะไรต่างๆ นานา ผมอยากให้ระบบนี้มันแข็งแรงเหมือนที่ศิลปินสตริงเขาได้ ทุกวันนี้ผมพูดตรงๆ นะ แร็ปเปอร์บางคนยังได้สามพันบาทต่องานอยู่เลย บางคนเดินทางมาจากต่างจังหวัดกัน 5-6 คนได้แต่เท่านั้นมันจะไปพออะไร ค่าน้ำมันอีกล่ะ ค่าข้าว ค่าที่นอนอีก บางคนมานี่ก็ไม่มีที่นอนให้นะ

แสดงว่าการให้คุณค่าในแร็ปเปอร์เมืองไทยทุกวันนี้ยังไม่ชัดเจน?

แร็ปเปอร์ยังไม่มีคุณค่าเหมือนนักร้องหรือศิลปินโดยทั่วไป ซึ่งผมอยากให้แร็ปเปอร์มีค่าแบบนั้นบ้าง เพราะอย่างเวลาผมได้เงินจากการไปโชว์ ผมก็เอามาทำเพลงหมด อย่างที่ผมเคยพูดไว้ในหลายๆ ครั้ง การมายืนอยู่ตรงจุดนี้ ผมเสียสละมาหลายอย่างมาก ครอบครัวผม อย่างนาฬิกาเรือนที่ผมใส่อยู่บนข้อมือที่ผมเก็บหอมรอมริบซื้อให้ตัวเอง มันก็สะท้อนอะไรบางอย่างนะ ต้องกลับไปอยู่กับครอบครัวบ้างไหม ผมกล้าได้กล้าเสียกับเรื่องเพลง มีเวลาให้กับเพลงจนไม่มีเวลาให้ครอบครัว หรือแม้กระทั่งเวลากินข้าวเวลานอนยังไม่มีเลย ห่วงเพลงมากกว่า แต่ตอนนี้ก็เริ่มปรับวิสัยทัศน์ของตัวเองมากขึ้น

สำหรับอีพีชุด Over Control คุณวาดหวังถึงความสำเร็จระดับไหน?

พูดตรงๆ นะครับ ผมอยากให้คนได้ฟังเฉยๆ เลย ผมไม่สนอะไรแล้ว อย่างเพลง “F**k Around” ยอดวิวแค่สองหมื่น แต่ผมเอาไปเล่นที่คอนเสิร์ตคนโยกกันยับ ผมแค่อยากให้คนฟังแล้วแฮปปี้ แล้วเกิดการบอกต่อ แชร์ต่อ แค่นั้นพอ อีพีมันคือผลงานการันตีว่า นี่คือผลงานใหม่ของเรานะ

แม้ว่าจะไม่ประสบความสำเร็จเท่า “แมนแล้วบ่” หรือ “ยโส” ก็ไม่เป็นไร?

ไม่เป็นไรเลย ยังมีอีกตั้ง 10 กว่าเพลงที่ผมยังไม่ได้ปล่อย แล้วคุณจะรู้ได้ไงว่าคุณจะไม่ชอบมันทั้งหมด ถ้าล้มก็ลุก แล้วเดินต่อ แร็ปเปอร์ไม่ใช่ศิลปินสตริงที่ปีหนึ่งปล่อยออกมาแค่ 2 เพลงแบบตู้มๆ เลย แร็ปเปอร์อาจจะปล่อยอีพีช่วงต้นปี อัลบั้มเต็มตอนสิ้นปี อีพีอาจจะเวิร์ก แต่อัลบั้มหมาไม่แดกเลยก็ได้ ไม่มีใครรู้หรอก แต่เราห้ามอยู่เฉยๆ ไปวันๆ เราต้องหาเงิน เราต้องกินข้าว ถ้าเพลงไม่ดังก็ work hard ต่อ แค่นั้นเอง

 

Story by: Chanon B.
Photos by: Ditsapong K.
Special thanks: NOMA BKK (RCA Block C โทร.080-939-7899) เอื้อเฟื้อสถานที่

อัลบั้มภาพ 15 ภาพ

อัลบั้มภาพ 15 ภาพ ของ “ถ้าไม่ปล่อยเพลง นั่นคือผมตายไปแล้ว” ความมุ่งมั่นของ VKL สู่อีพีที่อยู่เหนือการควบคุม

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook