เพลงเปลี่ยนชีวิต : Room 39

| เปิดอ่าน

Rangsan Panyajai

“Room 39” คือศิลปินกลุ่มเล็กๆ ร้องเล่นดนตรีผ่านช่องทางออนไลน์ เริ่มจากการ Cover เพลงลง Youtube จนประสบความสำเร็จมากที่สุดวงเป็นแรกๆ จนเป็นที่รู้จักในฐานะศิลปินที่มีผลงานเพลงเป็นของตัวเอง ถ้าคุณอยากรู้เรื่องราวการเดินทางของพวกเขาจากวันแรกถึงวันนี้ ตามมาเลย 

เล่าให้เราฟังหน่อยว่าทั้งสามคนรู้จักกันได้ยังไง?

ทอม : “รู้จักกันที่อเมริกาครับ ตอนนั้นทอมเรียนจบแล้วไปเรียนต่อที่โน่น แล้วพี่โอก็ไปเรียนโทที่นั่นอยู่ก่อนแล้ว”

โอ : “ผมก็ทำงานพิเศษ เล่นดนตรีที่ร้านอาหารที่นั่นไปด้วย ตอนนั้นที่เล่นด้วยกันก็มี ตู่ ภพธร แล้วก็เล่นไปจนตู่กลับเมืองไทย ก็เลยได้ชวน ทอม ไปเป็นนักร้องแทน แล้วก็เล่นกับทอมไปประมาณสองปี แล้วก็เจอ มน ตอนนั้นมาสมัครที่ร้าน มาสมัครเสิร์ฟ แล้วเราก็ลองชวนเขาขึ้นมาร้องเพลง ก็เลยกลายมาเป็นนักร้องอีกคนในวง”

จากตอนนี้จนถึงตอนนี้ พวกเขารู้จักกันมากว่า 12 ปี 

แล้วเพลงไหนที่ลองเอาไปเล่นด้วยกันแล้วมันทำให้พวกเขารู้สึกว่าใช่ และอยากจะรวมตัวทำวงดนตรีด้วยกัน?

ทอม : “เราเล่นกันบ่อยมาก แล้วก็เยอะมาก ถ้าจะให้บอกเฉพาะเจาะจงเป็นเพลงๆ เลย น่าจะยาก น่าจะหลายๆเพลงที่เราชอบ ที่เราเลือกจากความชอบของเราในการร้องเพลงอยู่แล้วเหมือนกัน เอาที่มันเข้าขาแล้วเป็นไปในทิศทางเดียวกัน อารมณ์มันบอกได้ด้วย เช่น การเล่นเพลงนี้แล้วอารมณ์พี่โอมันออกมาได้แบบที่เราชอบ แล้วบางทีพี่โอชอบแล่นแนวนี้แล้วมาร้องเพลงตามกีตาร์ได้ก็ชอบได้

โอ : “มันมีบางจุดที่พวกเราเล่นเป็นแบนด์แล้วก็มีบางจุดที่เราเล่นเป็นอะคูสติกแล้วเราก็รู้สึกว่า เฮ้ย มันก็ลงตัวดีนะ เล่นกันสามคน แค่กีตาร์ตัวเดียว เครื่องเคาะนิดหน่อย รู้สึกว่ามันเป็นจุดที่เพลงที่เอามาทำแบบนี้หลายๆ เพลงแล้วมันลงตัว”

มน : “อาา... เราตอบได้ ก้อนหินละเมอ กับเพลงนี้ พี่แว่นก็มีพาร์ทร้อง ทอมก็มีพาร์ทร้อง แล้วเราก็ประสานได้ด้วย เป็นเพลงที่ทุกครั้งเวลาร้อง เรารู้สึกว่า มันเป็นเราดี มันสบายๆดี แล้วก็ลงตัวดี”

แล้วก่อนที่ทั้งสามคนจะได้เจอกัน มันมีเพลงอะไรเป็นเพลงเปลี่ยนชีวิตให้พวกเขาอยากเล่นดนตรี อยากร้องเพลง หรือยากทำวงด้วยกัน?

ทอม : เพลง Back at one ของ Brian McKnight ครับ ตอนนั้นยังไม่รู้หรอกว่า R&B คืออะไร แต่รู้ว่าฟังแล้วชอบ ก็เลยฝึกร้อง แล้วก็ฟังเพลงทั้งอัลบั้มเก่าๆ แล้วก็ต่อมาเรื่อยๆ ของเขา

โอ : มีเยอะมากเลยฮะ ตอนสมัยเราเป็นเด็กมัธยมเราเริ่มฟังเพลงเยอะ เราได้รู้จักเยอะ แต่ไม่ได้รู้สึกว่าทำให้เราอยากเป็นศิลปินหรืออะไร แต่เรารู้สึกว่า ทำไมเราชอบดนตรีขึ้นมา

เลือกเพลงเดียวนี่ยากมากเลย แต่ขอเลือกเพลงที่ชอบแล้วกัน เพลง บางสิ่ง ของ moderndog

มน : “ตอนเด็กๆก็จะฟังเพลงฝรั่ง ที่บ้านพ่อจะเปิดทุกวันอาทิตย์ ก็ชอบหลายเพลง แต่ถ้าเป็นเพลงแรกที่อยากจะร้องขึ้นมาเลย ร้องขึ้นมาในรถเลย ร้องผิดๆ ถูกๆ นี่ น่าจะเป็น Yesterday once more ของ The carpenter เป็นเพลงแรก แล้วก็หันไปบอกพ่อว่า หนูร้องเป็นไงพ่อ พ่อบอกมั่วมาก ฮ่าๆๆๆ เราแฮปปี้ที่เราจะร้องอ่ะ ไม่จำเป็นต้องร้องถูก”

โอ : “ทุกวันนี้ก็ไม่จำเป็นต้องร้องถูก ฮ่าๆๆๆ”

เรารู้จัก Room 39 ครั้งแรกในฐานวงดนตรีที่ Cover เพลงผ่าน Youtube เป็นวงแรกๆ ของเมืองไทย แล้วหลังจากที่เขาประสบความสำเร็จตรงนั้นแล้ว พวกเขาอยากจะมีเพลงเป็นของตัวเองบ้างมั๊ย

โอ : “ตอนนั้นยังไม่ได้คิดเลยครับ”

ทอม : “ตอนนั้นไม่รู้เลย ว่าทำแล้วจะมาเป็นนักร้องได้”

มน : “แต่ว่าหลังจากเจอกับพี่บอยด์ (โกสิยะพงษ์) พี่บอยด์ให้โจทย์ก่อนกลับไง ว่าให้ลองแต่งเพลง”

โอ : “ตอนนั้นเรารู้แล้วว่าเขาชวนมาทำงานด้วยกัน แต่ก่อนหน้านั้นเรารู้แค่ว่าเรา Cover แล้วเราสนุก คนก็ชอบ แล้วเราก็ทำต่อ ไม่ได้คิดด้วยว่า อ้อ มันจะทำให้เราเป็นศิลปินนะ”

มน : “เรารู้สึกว่าเรายังไม่มั่นใจด้วย มีความรู้สึกว่า เฮ้ย ถึงขั้นแต่งเลยเหรอ เรายังไม่เก่งขนาดนั้น”

แล้วพอได้ทำงานของตัวเองแล้วล่ะ ความแตกต่างในการทำงาน ความรู้สึกมันต่างไปไหม กับการทำเพลง Cover ?

โอ : “ผมว่ามันสนุกตอนที่ทำนะ สนุกกันคนละแบบ ตอนที่ทำเราก็ได้สนุก ได้คิด ได้ลอง เอ๊ะ เราคืออะไร แล้วจะทำยังไงดีให้มันเป็นแบบเรานะ”

เขาเล่าต่ออีกว่าความเครียดแน่นอนมันต้องเครียดกว่าการ Cover เยอะ เพราะได้แต้มต่อของการเอาเพลงที่ดังอยู่แล้ว เพราะอยู่แล้ว มาร้อง เอามาเล่น แต่เพลงที่เขากำลังจะลงมือทำ ณ ตอนนั้น ไม่มีใครรู้ว่าปล่อยออกมาแล้ว ผลลัพธ์ข้างหน้าจะเป็นอย่างไร

ทอม : “แล้วผลของการที่เราลองทำ จนสำเร็จเวลานั้น มันเป็นความภูมิใจมากกว่าที่เป็นงานของเรา”

ในเมื่อเราก็มีบ้านของเรานั่นคือ กลุ่มแฟนคลับที่ชอบเราเล่น Cover ทำไมเรากล้าออกมาเสี่ยงสร้างงานของตัวเองทั้งที่ตอนนั้น มันก็ไม่การันตีเลยว่า เพลงเราจะฮิตหรือไม่ฮิต?

โอ : “ถ้าเราจะโต เราจะเป็นศิลปิน เราก็จะต้องทำแหละ เพราะทำตรงนั้นมันก็เท่ากับว่ายืนบนรอยเท้าคนอื่นตลอด มันก็ไม่มีทางที่จะเป็นตัวของตัวเองได้ซะที”

มน : “มันคือโอกาสนะ ในตอนนั้นที่ยื่นเข้ามา ถามจริงๆ ว่าจะไม่คว้าเหรอ มันก็ต้องคว้าไว้ก่อน เพราะตอนนั้นบอกเลยว่าเราไม่มีอะไรจะเสียอยู่แล้ว เราทำเพลง Cover ในเมื่อมีคนยื่นโอกาสให้มีเพลงของตัวเอง เราก็คว้า เราพร้อมมากที่จะลองดู คนคนนั้นก็คือ พี่บอยด์”

ทอม : “มันเหมือนกับว่า ทำแล้วมันไม่เวิร์ค ก็ไม่เป็นไร เราก็อยู่ตรงจุดเดิมอยู่ดี ที่เราทำอยู่คือร้องเพลง เราทำเพราะว่ามันสนุก ถ้าเราเลือกโอกาสนี้แล้วมันไม่เวิร์ค ก็ไม่เป็นไร เราก็ได้ลองทำสนุกๆดู”

แล้วทำไมตัดสินใจทำเพลงเป็นแบบที่ Room 39 เป็นอย่างทุกวันนี้?

พวกเขาเล่าถึงความชอบที่ไม่เหมือนกัน แต่พวกเขามีจุดร่วมบางจุดที่เหมือนกันนั่นคือ ศิลปินบางคนที่พวกเขาฟังร่วมกันได้ แนวเพลงที่แบ่งให้กันฟังได้

ทอม : “อาจเพราะเราสามคนฟังเพลงกว้างๆด้วยมั้งครับ หลายๆ ศิลปิน มันก็เลยมีความรู้สึกร่วมกันได้”

มน : “เรารู้สึกได้ว่าในโชว์ มีเพลงไหนที่เราเลือกเอามาเล่นแล้วเรารู้สึก Happy ร่วมกันได้”

แนวดนตรีที่พวกเขาเลือก คือดนตรีที่หลอมรวมความชอบของทั้งสามคนเอาไว้ได้ดีที่สุด และจนเกิดเป็นเพลงเปลี่ยนชีวิต ที่เราจะให้เขาเล่าให้ฟัง นั่นคือ เพลง “หน่วง”

มน : “ก่อนหน้านั้นเราแต่งหลายเพลง แต่ก็มาจบที่เพลงนี้”

ทอม : “ถ้าก่อนหน้านั้นเอาเพลงที่เสร็จแล้วก็จะมีเพลง รักใครไม่ได้อีก ที่เสร็จก่อน”

โอ : “ชั่วโมงที่สวยงามด้วย แต่ว่า เราเลือกเพลงนั้นตรงที่มันมีความเป็นอะคูสติกนิดนึง แล้วก็ เนื้อหาที่เราคิดกันมาว่าเป็นความรักที่ไม่สุขไม่ทุกข์ มันยังแปลกใหม่อยู่ด้วย เราอยากได้เพลงที่มันยังไม่ซ้ำกับคนอื่น มีมุมมองที่แตกต่าง”

แล้วเพลงต่อๆมาก็ทำงานง่ายขึ้น?

โอ :”ก็กังวลนะ ไม่ใช่ไม่กังวลเลย เราก็อยากให้คนชอบหมดแหละ”

แล้วหลังจากเพลงหน่วง ชีวิตเริ่มเปลี่ยนไปมากแค่ไหน

มน : “จริงๆ ชีวิตมันเปลี่ยนตั้งแต่กลับมา แล้ว หน่วงก็เหมือนมาช่วยให้เราได้มีงานมากขึ้น”

หลังจากที่ประสบความสำเร็จกับซิงเกิ้ลหลายๆ ซิงเกิ้ลมาแล้ว เรายังตามหาเพลงเปลียนชีวิต เปลี่ยนแนวทางการทำงานใหม่ๆ อยู่มั๊ย?

มน : “จริงๆ เราได้ลองแล้ว ในอัลบั้มนี้กับเพลง รับได้รึเปล่า เราอยากรู้ว่าเพลงเปิดอัลบั้ม ที่

เราอยากทำแบบเนี้ย แล้วผลออกมามันจะเป็นยังไง คนอาจจะไม่ชอบก็ได้ เพราะว่าเนื้อมันเสียดสี แต่เราก็อยากปล่อย เพราะเราก็อยากรู้ว่ามันจะเป็นยังไง

โอ : “จริงๆผมว่าเรื่องของ safe zone มันไม่ได้เป็นตัวกำหนดเรา แต่ตอนนี้มันขึ้นอยู่กับว่าสิ่งที่เราอยากทำเนี่ย มัน Challenge แบบว่า ไม่ได้ต้องการจะดึงเขามามาหาเรา เราต้องการที่จะมาพบกันตรงกลางกับแฟนเพลงมากกว่า”

เขาบอกกับเราว่า นานๆ ก็คงจะมีอะไรตื่นเต้นๆ ออกมาจาก Room 39 ให้ได้แปลกใจกันแน่นอน

ทำงานกับพี่บอยด์ เขาเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจของเรามาก่อนแน่ๆ แล้วตั้งแต่เริ่มจนถึงตอนนี้ ความรู้สึกเปลี่ยนแปลงไปบ้างไหม?

ทอม : “ตอนแรกตื่นเต้น แล้วก็พยายามดูว่าการทำงานของแกเป็นไงบ้าง แต่แกจะเป็นคนที่ข้อนข้างจะ Cheer up นะ แบบ “ทำเลยครับน้องๆ” อยากให้สร้างอะไรแปลกๆ พยายามขุดคุ้ยหาเบื้องหลังของเราว่าเราเป็นคนยังไง”

โอ : “แรกๆ ก็เกร็งๆ หลังๆ ก็เริ่มเข้าใจแล้วว่าระบบการทำงานเป็นยังไง ไม่ใช่แค่พี่บอยด์คนเดียว คนอื่นๆในวงการที่เราชื่นชอบเขาเนี่ย พอเราเข้ามาอย่างแรกเราก็มีความอยากเรียนรู้ อยากซึมซับวิธีคิด แล้วพอไม่ตื่นเต้นละ เราก็พยามดูดวิชาให้ได้มากที่สุด มันเป็นความภูมิใจนะ ที่เมื่อก่อนเราดูพี่ๆ เขาร้องเพลง เล่นดนตรี วันนึงเรามานั่งข้างๆ เค้า ได้ทำงานร่วมกับเขา มองกลับไป เฮ้ย เรามาตรงนี้ได้ยังไง”

อยากฝากอะไรถึงน้องๆ ที่เริ่มต้นด้วยการ Cover เพลงอย่างเราตอนนี้ ในฐานะรุ่นพี่ ที่บุกเบิกทำมาก่อน?

ทอม : “มันได้เห็นถึงการพัฒนาวงการฟังเพลงนะ ว่าคุณฟังแล้วคุณตีความออกมา Cover เป็นยังไงบ้าง ได้เห็นสกิลของเด็กๆ ว่าเฮ้ย เล่นเก่งมาก ไม่ได้เก่งแค่เรื่องการเล่นด้วย โปรดักชั่นการถ่ายมันจริงจังขึ้นมาก จริงจังกว่าเราตอนนั้นอีก เดี่ยวนี้มันต้องรวมไปถึงการนำเสนอ การ PR ตัวเองด้วย ไม่ใช่แค่ร้องเพลงหน้ากล้อง”

มน : “มันก็มีเด็กๆที่เริ่มจากตรงนี้แล้วก็ได้เป็นศิลปิน อินดี้ในเมืองไทยก็เยอะ มีเพลงฮิตขึ้นมา มีงานโชว์ก็เยอะ เรารู้สึกว่า การทำพวกเนี้ย เป็นการใช้ เทคโนโลยีในทางที่ถูกแล้วล่ะ อยากให้ทำต่อไปเรื่อยๆ”

โอ : “เราเริ่มเห็นศิลปินที่มาจาก Youtube มากขึ้นทั้งเมืองไทยทั้งเมืองนอก ก็เป็นสิ่งที่ดี เพราะค่ายสมัยนี้ เขายังไม่มีความกล้าลงทุนกับศิลปินหน้าใหม่ซักเท่าไหร่ นอกจากคุณจะมีแฟนเบส ที่คุณรวบรวมมาบ้างแล้ว เราไม่ต้องรอวันที่เรามีใครรับเข้าไปอยู่ในค่าย  หลายๆสิ่งๆหลายๆ อย่างเราเริ่มด้วยตัวเองได้”

ท้ายที่สุดเขาอยากฝากผลงานล่าสุดกับเรา

ทอม : “เร็วๆนี้ผมก็จะมีละครทางช่อง 3 ให้ชมกัน เรื่อง สุดร้ายสุดรักครับ”

มน : “ฝากเพลงอย่าให้ฉันคิด ซิงเกิลที่ 4 ของเราด้วย”

โอ : ‘ และรออัลบั้มเต็มของพวกเรา มีแน่นอนครับ แต่ยังไม่รู้ว่าจะเป็นรูปแบบไหน อดใจรอกันนะครับ ขอบคุณครับ”





[Advertorial]

Artist:


เพลงพิเศษนี้ มีให้ฟังเฉพาะผู้ใช้งาน JOOX มิวสิคแอพแบบ VIP เท่านั้น

ดาวน์โหลด JOOX ฟรีมิวสิคแอพ
แล้วรับสิทธิ์ใช้งานแบบ VIP ฟรี

แค่คลิก หรือสแกน QR Code ด้านล่างเพื่อติดตั้ง JOOX
บนสมาร์ทโฟนของคุณ รับสิทธิ์การใช้งาน JOOX
แบบ VIP กันไปเลยฟรีๆ

 

หากคุณใช้งาน JOOX แบบ VIP อยู่แล้ว

แค่ล็อกอินด้วยการคลิก  ที่มุมบนขวามือ
ของ Sanook! Music ด้วยแอคเคาท์ JOOX ของคุณ

Album
00:00 / 00:00
0
เพลงที่อยู่ในคิว (0) เคลียร์ลิสต์ทั้งหมด
No songs added

In Sanook Music, click "▷" or "+" to play or add songs.