This is Jazz! มาทำความรู้จักและหลงรักดนตรีแจ๊สไปด้วยกัน

| เปิดอ่าน

ดนตรีแจ๊สเป็นดนตรีรูปแบบหนึ่งที่เกิดในอเมริกา ต่อมาได้เข้ามามีบทบาทในประเทศไทยมากขึ้น  ดังจะเห็นได้จากการเปิดเพลงแจ๊สในงานเต้นรำต่างๆของคนไทยในสมัยก่อน ดนตรีแจ๊สยังเป็นดนตรีที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงสนพระราชหฤทัยเช่นกัน  โดยทรงหัดเล่นดนตรีเมื่อพระชนมายุ ๑๓ พรรษา ต่อมาจึงเริ่มฝึกดนตรีแจ๊ส โดยทรงหัดเป่าแซกโซโฟนกับเพลงจากแผ่นเสียงของวงดนตรีที่มีฝีมือ เช่น Johnny Hodges และ Sidney Bechet จนทรงมีความชำนาญจึงทรงเป่าสอดแทรกกับแผ่นเสียงของนักดนตรีที่มีชื่อเสียงได้เป็นอย่างดี   และทรงโปรดดนตรีประเภท Dixieland Jazz เป็นอย่างมาก อีกทั้งยังทรงพระราชนิพนธ์เพลงไว้มากมายถึง 48 บทเพลงและส่วนใหญ่ทรงพระราชนิพนธ์ในรูปแบบเพลงแจ๊ส

คลิกฟังเพลงพระราชนิพนธ์แนวแจ๊สได้ที่นี่

This is Jazz เป็นซีรี่ย์ที่จะพาคุณไปรู้จักกับดนตรีแจ๊สในประเภทต่างๆ ซึ่งได้รวบรวมมาไว้ 10 ประเภท ดังนี้

1. New Orleans Jazz / Dixieland Jazz

ว่ากันว่าดนตรีแจ๊สเกิดขึ้นช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ณ ย่านโลกีย์นาม “สตอรีวิลล์” ณ เมืองนิวออร์ลีนส์ มลรัฐหลุยส์เซียน่า สหรัฐอเมริกา เกิดจากการที่คนดำในแถบนั้นเอาเครื่องดนตรีในวงมาร์ชแบบคนขาวมาเล่นในแบบที่ต่างออกไป อย่างไรก็ดี ในยุคสมัยนั้นสังคมอเมริกันก็ยังเหยียดสีผิวอยู่มากและยังไม่ให้คนดำเข้าไปอัดเพลงในห้องบันทึกเสียง สิ่งที่หลงเหลือถึงปัจจุบันของดนตรีแจ๊สยุคนี้ก็คือ งานบันทึกเสียงของวง The Original Dixieland Jass Band ซึ่งเป็นวงคนขาวล้วน [ในช่วงนั้นผู้คนมักสะกดคำว่าแจ๊สเป็น Jass ก่อนจะปรับมาเป็น Jazz ในภายหลัง]

นี่คือที่มาของการที่ดนตรีแจ๊สยุคแรกสุด บางทีก็เรียกว่า “ดิ๊กซี่แลนด์แจ๊ส” ทั้งนี้ดนตรีแจ๊สยุคแรกสุดก็ค่อยๆ ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ มาตลอด และหลักฐานความนิยมก็คือภาพยนตร์ The Jazz Singer ในปี 1927 ซึ่งเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกที่มีเสียงประกอบบนแผ่นฟิล์ม (ก่อนหน้านี้เป็น “หนังเงียบ” หมด)

งานดนตรีแนะนำ: Original Dixieland Jass Band, Jelly Roll Morton, Bud Freeman, Yerba Buena Jazz Band

คลิกฟังเพลงแนว New Orleans Jazz / Dixieland Jazz ได้ที่นี่

2. Big Band / Swing

ดนตรีแจ๊สเข้าสู่ยุครุ่งเรืองสูงสุดในช่วงทศวรรษ 1930 ถึงตอนปลายทศวรรษ 1940 ยุคนี้เพลงแจ๊สในแบบ “สวิง” มีสถานะเปรียบเสมือนเพลงป็อปในยุคปัจจุบัน คือเป็นเพลงที่ใช้เต้นรำและเป็นเพลงที่นิยมในหมู่วัยรุ่น

รูปแบบวงแจ๊สยุคนี้ขยายใหญ่โตเป็นวงออร์เคสตร้าขนาดย่อมๆ ด้วยเหตุผลว่าในยุคนั้นเทคโนโลยีขยายเสียงยังไม่พัฒนาไปไกล และยังไม่มีระบบลำโพงขยายเสียงให้ได้ยินทั้งฮอลล์อย่างทุกวันนี้ การจะเล่นดนตรีให้ได้เสียงอันดังก็ต้องใช้เทคนิคแบบคลาสสิคคือ เล่นเครื่องดนตรีพร้อมกันเยอะๆ ไม่งั้นคนก็ไม่ได้ยิน ซึ่งการที่วงดนตรีมีขนาดใหญ่นี้ ก็ทำให้บางทีคนเรียกดนตรีแจ็สแบบสวิงว่า “บิ๊กแบนด์” โดยมีผู้นำวงที่โดดเด่นอย่างเช่น Louise Armstrong, Duke Ellington และ Benny Goodman

งานดนตรีแนะนำ: Louis Armstrong, Duke Ellington, Count Basie, Benny Goodman

คลิกฟังเพลงแนว Big Band Jazz ได้ที่นี่

3. Bebop / Post-Bop

ดนตรีแจ๊สในฐานะเพลงป็อปและเพลงเต้นรำเริ่มอิ่มตัวไปตามกาลเวลา จนช่วงกลางๆ ทศวรรษที่ 1940 ก็เริ่มมีนักดนตรีแจ๊สบางส่วนพยายามพัฒนาดนตรีแจ๊สที่ซับซ้อนขึ้นเพื่อการนั่งฟังอย่างจริงจังขึ้นมา ผลที่เกิดขึ้นก็คือ ดนตรีแจ็สที่เป็นวงที่เล็กลง ใช้เครื่องดนตรีไม่เกิน 5-6 ชิ้น ไม่ใช่การใช้นักดนตรีเป็นสิบชีวิตแบบสไตล์สวิง ภาคดนตรีก็มีความซับซ้อนขึ้น และเพิ่มการใช้โน๊ตและคอร์ดที่พิสดารพันลึกขึ้น รวมถึงเพิ่มส่วนการด้นสดยาวๆ ในเพลง ให้นักดนตรีให้แสดงฝีมือกันเต็มที่ในทุกเครื่องดนตรี ทั้งหมดทำให้เพลงแจ๊สกลายมาเป็นเพลงฟังยากแบบทุกวันนี้

ดนตรีแจ๊สชนิดใหม่ที่ว่ามานี้ถูกเรียกว่า “บีบ็อป” ซึ่งถือเป็นแจ๊สชนิดแรกที่เป็นดนตรีสำหรับใช้ฟังโดยเฉพาะ ไม่ได้เป็นดนตรีเต้นรำแบบเดิมอีกต่อไป ซึ่งหลังจากดนตรี “บีบ็อป” แจ๊สที่มีความซับซ้อนไม่เหมาะแก่การเต้นรำก็ถูกพัฒนาไปสารพัดและมีชื่อเรียกรวมๆ ว่า “โพสต์บ็อป” ซึ่งถ้าจะนับว่าบิดาของบีบ็อบคือ Charlie Parker แล้ว เจ้าพ่อของโพสต์บ็อปก็คงจะเป็น Miles Davis

งานดนตรีแนะนำ: Charlie Parker, Dizzy Gillespie, John Coltrane, Thelonious Monk, Miles Davis

คลิกฟังเพลงแนว Bebop Jazz ได้ที่นี่

4. Modern Jazz / Avant-Garde Jazz / Free Jazz

หลังจากบีบ็อปเป็นแนวทางหลักของแจ๊สในช่วงตั้งแต่ทศวรรษที่ 1950 เป็นต้นมา ก็ค่อยๆ มีนักดนตรีแจ๊สจำนวนหนึ่งยังเห็นว่าแนวทางใหม่ของแจ๊สที่ให้อิสระนักดนตรีเพิ่มอย่าง “บีบ็อป” ยังไม่ให้อิสระนักดนตรีเพียงพอ ก็เลยผลักดันดนตรีแจ๊สให้มีอิสระมากขึ้นอีกขั้น ซึ่งจุดยอดของการผลักดันนี้คือ อัลบั้ม Free Jazz ของ Ornette Coleman ปี 1961 ที่เป็นการบันทึกเสียงวงดนตรี 4 ชิ้น 2 วง เล่นด้นสดกันแบบแทบไม่เตี๊ยมกัน โดยทุกคนเลือกใช้โน๊ตได้โดยเสรี

เนื่องด้วยหัวหอกหลักของกระแสนี้ ล้วนเป็นนักดนตรีคนดำในบริบทการต่อสู้ทางการเมืองของสิทธิคนดำในช่วงทศวรรษที่ 1960 พอดี ผู้คนจึงมักเชื่อมโยงว่าดนตรี “ฟรีแจ๊ส” เป็นตัวแทนของการร้องหาเสรีภาพของคนดำในช่วงนั้น

ทั้งนี้ ดนตรีแจ๊สในแบบที่มีอิสระเกินขนบ แต่ยังคงการประพันธ์เพลงในระดับโครงสร้างและเมโลดี้หลักไว้อยู่ ก็มักจะเรียกกันว่า “อวองการ์ดแจ๊ส” และสงวนคำว่า “ฟรีแจ๊ส” เอาไว้สำหรับดนตรีที่เกิดจากการด้นสดโดยอิสระของนักดนตรีล้วนๆ แนวทางทั้งหมดนี้บางครั้งก็ถูกประสานกลับมาในขนบให้ฟังง่ายขึ้นและเรียกรวมๆ ว่า “โมเดิร์นแจ๊ส”

งานดนตรีแนะนำ: Ornette Coleman, Anthony Braxton, Archie Shepp, Cecil Taylor, John Zorn, John Coltrane ในอัลบั้ม Love Supreme

คลิกฟังเพลงแนว Modern Jazz ได้ที่นี่

5. Fusion Jazz

การอุบัติขึ้นของดนตรีร็อคแอนด์โรล ในทศวรรษที่ 1950 ได้ทำให้ดนตรียอดนิยมในหมู่วัยรุ่นได้เปลี่ยนไปจากดนตรีที่มีฐานแบบแจ๊ส ไปเป็นดนตรีที่มีฐานแบบร็อคแอนด์โรล จังหวะสวิงที่เป็นฐานมาตลอดตั้งแต่ยุคดนตรีสวิงแจ๊ส ก็ถุกแทนที่ด้วยจังหวะจะโคนแบบร็อคที่กำลังฮิตอย่างเด็ดขาดเรียบร้อยในช่วงทศวรรษที่ 1960

ในขณะที่นักดนตรีแจ๊สหลายๆ ส่วนก็เข้าร่วมกระแสดนตรีบีบ็อปที่พยายามจะทำให้ดนตรีแจ๊สพิสดารพันลึกขึ้น ดนตรีอีกส่วนก็ต้องการจะทดลองอะไรใหม่ๆ ด้วยการผสมดนตรีแบบใหม่อย่างร็อค ซึ่ง “ดนตรีลูกผสม” แบบใหม่ที่เป็นแจ๊สปนร็อคนี้ก็ถูกเรียกว่า “ฟิวชั่นแจ๊ส” โดยที่ชุมชนแจ๊สก็นิยมเรียกกันสั้นๆ ว่าฟิวชั่นเฉยๆ

เนื่องจากดนตรีร็อคก็มีพัฒนาการอย่างเข้มแข็งตลอดครึ่งหลังศตวรรษที่ 20 ดนตรีแจ๊สผสมร็อคก็เลยพัฒนาไปพร้อมๆ กันนั้น นี่เองเป็นสิ่งที่ทำให้ดนตรีฟิวชั่นมีความหลากหลายมาก

อย่างไรก็ดีพื้นฐานที่ทำให้ฟิวชั่นต่างจากดนตรีแจ๊สแบบดั้งเดิมอย่างที่สุดก็คือ การเปลี่ยนจังหวะจะโคนพื้นฐานจากสวิงมาเป็นจังหวะแบบดนตรีร็อคนั่นเอง ทั้งนี้ในหลายๆ ครั้ง แนวทางฟิวชั่นที่นิยมกันก็คือ การผสมแจ๊สกับดนตรีฟังก์ร็อคออกมาเป็นแจ๊สที่มีจังหวะจะโคนแบบฟังก์ ที่เครื่องดนตรีเด่นคือเบสไฟฟ้า และแนวทางนี้ก็ทำให้เครื่องดนตรีเบื้องหลังอย่างเบสไฟฟ้าได้มาเป็นพระเอกบ้างในดนตรีแจ๊ส ซึ่งศิลปินที่ถือได้ว่ามีความโดดเด่นที่สุดในสายนี้ก็คือที่สุดก็คือ Marcus Miller

งานดนตรีแนะนำ: Miles Davis อัลบั้ม Bitches Brew, Herbie Hancock, Chick Korea,  Weather Report, The Mahavishnu Orchestra

คลิกฟังเพลงแนว Smooth Jazz ได้ที่นี่

6. Smooth Jazz

ในขณะที่ตั้งแต่ทศวรรษที่ 1940 เป็นต้นมา นักดนตรีแจ๊สได้พัฒนาดนตรีแจ๊สให้กลายเป็นดนตรีซับซ้อนฟังยากไปจนสุด แต่ในช่วงทศวรรษที่ 1970 นี่เองที่นักดนตรีแจ๊สพยายามจะทำให้ดนตรีแจ๊สเป็นดนตรีฟังง่ายสบายๆ เรียกได้ว่าไม่ต้องไต่กระไดฟัง

ผลคือนักดนตรีแจ๊สก็เริ่มเอาองค์ประกอบแบบป็อปหลากรูปแบบมาใส่ในดนตรีแจ๊ส เพื่อให้ดนตรีออกมานุ่มนวลฟังสบาย ไม่ใช่แจ๊สแบบเข้มข้นที่ขนโน๊ตแบบพิสดารมาด้นสดกันไฟแลบอย่างยาวยืด

ซึ่งภายหลังในทศวรรษ 1990 ก็มีคลื่นวิทยุจำนวนมากที่เปิดแต่เพลงแจ๊สสไตล์นี้ และมันก็ได้รับการขนานนามว่า “สมูธแจ๊ส” มานับแต่นั้น ซึ่งนักดนตรีที่มีชื่อเสียงมากในสายนี้ก็ได้แก่ Kenny G และ George Benson

งานดนตรีแนะนำ: Kenny G, George Benson, Dave Koz, Spyro Gyra

คลิกฟังเพลงแนว Smooth Jazz ได้ที่นี่

7. Gypsy Jazz

ในขณะที่ฝั่งอเมริกากำลังขยายความนิยมดนตรีแจ๊สไปเรื่อยหลังยุค 1920’s พอดนตรีแจ๊สเข้ามาในยุโรป มันก็ไปผสมกับแนวทางดนตรีของคนกลุ่มน้อยที่เป็นนักดนตรีเร่อย่างพวกยิปซี โดยในฝรั่งเศสจะเรียกคนยิปซีว่า “มานูช” (manouche) ดนตรีแบบนี้ก็เลยถูกเรียกในฝรั่งเศสว่า “มานูชแจ๊ส” ซึ่งชื่อที่เป็นที่รู้จักกันระดับสากลมากกว่าคือ “ยิปซีแจ๊ส”

ว่ากันว่าดนตรีชนิดนี้มีต้นกำเนิดมาจากการที่นักกีต้าร์ชาวยิปซีฝรั่งเศสเชื้อสายเบสเยี่ยมอย่าง Django Reinhardt นำเอาดนตรีแจ๊สมาเล่นในสไตล์ของตนเองด้วยกีต้าร์ และใช้รูปแบบวงดนตรีเล็กๆ ที่ประกอบไปด้วยเครื่องสายล้วน อันได้แก่ กีต้าร์ ไวโอลิน และดับเบิ้ลเบส ไม่มีเครื่องเป่าทองเหลือง เปียโน และกลองชุดไปจนถึงวงแบบ “บิ๊กแบนด์” ในแบบวงแจ๊สอเมริกัน

การประสมวงเป็นวงเครื่องสายล้วน แทนที่จะใช้เครื่องทองเหลืองเป็นตัวเอก ทำให้ยิปซีแจ๊สมีสุ้มเสียงทางดนตรีที่ต่างออกไปจากแจ๊สในสไตล์อเมริกันมากๆ และสร้างชื่อเสียงให้กับ Django มหาศาล

ทั้งนี้ ดนตรียิปซีแจ๊สดูจะหายไปพร้อมๆ กับการเสื่อมความนิยมดนตรีแจ๊สช่วงกลางศตวรรษที่ 20 ก่อนทีจะได้รับการฟื้นฟูอีกครั้ง โดยนักกีต้าร์ร่วมสมัยที่ศรัทธาในแนวทางของ Django อย่าง Biréli Lagrène

งานดนตรีแนะนำ: Django Reinhardt, Tim Kliphuis, Stochelo Rosenberg, Biréli Lagrène

คลิกฟังเพลงแนว Gypsy Jazz ได้ที่นี่

8. Vocal Jazz

ดนตรีแจ๊สไม่ใช่ดนตรีบรรเลงเท่านั้น แต่เป็นดนตรีที่มีการร้องด้วย การร้องเพลงแจ๊สเริ่มมาพร้อมๆ กับการได้รับความนิยมของดนตรีแจ๊สในวงกว้างช่วงทศวรรษที่ 1920 ซึ่งการร้องแบบแจ๊สโดยทั่วไปก็จะต้องเป็นการร้องโดยใช้ไมโครโฟนขยายเสียง ซึ่งทำให้เทคนิคต่างๆ เป็นเทคนิคที่ทำมาใช้กับไมโครโฟนโดยเฉพาะ ต่างจากการร้องเพลงอย่างดั้งเดิมที่จะไม่ใช้ไมโครโฟนและใช้เสียงดัง

นักร้องแจ๊สชายในช่วงแรกจะได้รับการขนานนามว่า “ครูนเนอร์” ซึ่งสื่อถึงการร้องแบบเบาและนุ่มนวล เพื่อสื่ออารมณ์อันเป็นสิ่งที่ไม่ปรากฎมาก่อนจะมีไมโครโฟน ซึ่งครูนเนอร์ที่โด่งดังที่สุดคงหนีไม่พ้น Frank Sinatra ทั้งนี้ นักร้องเพลงแจ๊สหญิงอีกจำนวนมากก็ได้สร้างชื่อเสียงมากเช่นกัน เช่น Billie Holiday

อนึ่ง เพลงที่นักร้องแจ๊สนิยมนำมาร้องกัน ก็มักจะเป็นเพลงแจ๊สระดับคลาสสิคจากต้นศตวรรษที่ 20 หรือที่เรียกว่า “แสตนดาร์ดแจ๊ส” ซึ่งเป็นบทเพลงที่ถูกรวมไว้ในหนังสือเพลง The Great American Songbook

งานดนตรีแนะนำ: Louis Armstrong, Billie Holiday, Ella Fitzgerald, Frank Sinatra

คลิกฟังเพลงแนว Vocal Jazz ได้ที่นี่

9. Bossa Nova

หลังจากดนตรีแจ๊สเป็นที่นิยมไปทั่วโลกตอนต้นศตวรรษที่ 20 ดนตรีแจ๊สก็ได้กระจายไปผสมดนตรีในแต่ละท้องถิ่น ซึ่งผลผลิตก็มักจะเป็นดนตรีแจ๊สที่มีกลิ่นแบบดนตรีท้องถิ่นผสม ซึ่งดนตรีในรูปแบบเหล่านี้ก็ไม่ได้รับความนิยมไปเสียหมด

แต่ทว่า หนึ่งในดนตรีแจ๊สที่ผสมกับดนตรีท้องถิ่นแล้วกลับได้รับความนิยมอย่างมากในระดับนานาชาติก็คือ ดนตรีจากบราซิลอย่าง “บอสซาโนวา” ที่เป็นภาษาโปรตุเกสแปลว่า “กระแสใหม่”

โดยตัวมันเอง บอสซาโนวาคือดนตรีแซมบ้าผสมกับดนตรีแจ๊ส ซึ่งความโด่งดังของมันก็ทำให้มันเป็นดนตรีแจ๊สที่มีกลิ่นแบบลาตินอเมริกันที่มีชื่อเสียงมากที่สุด

บทเพลงที่ดังที่สุดของ Bossa Nova ก็คือ Garota de Ipanema หรือที่รู้จักกันในเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษว่า The Girl From Ipanema อันเป็นผีมือการประพันธ์ของเจ้าพ่อเพลงบอสซาโนวาอย่าง Antonio Carlos Jobim ซึ่งน่าจะเป็นเพลงบอสซาโนวาที่ถูกนำมาบันทึกเสียงซ้ำบ่อยที่สุด ตั้งแต่ดังระเบิดในเวอร์ชั่นที่ Astrud Gilberto ร้องเป็นภาษาโปรตุเกส มาจนถึงเวอร์ชั่นร่วมสมัยของ Amy Winehouse  

งานดนตรีแนะนำ: Antonio Carlos Jobim, Joao Gilberto, Charlie Byrd, Lisa Ono

คลิกฟังเพลงแนว Bossa Nova ได้ที่นี่

 

10. Pop Jazz

ณ ปัจจุบัน ดนตรีแจ๊สก็กลับมาเป็นดนตรีร่วมสมัยอีกครั้งในรูปแบบเพลงป็อป จากการที่นักดนตรีป็อปจำนวนไม่น้อยได้นำดนตรีแจ๊สเข้าไปผสมกับดนตรีป็อปและได้แนวทางใหม่เกิดเป็นดนตรี “ป็อปแจ๊ส” ขึ้นมา

ลักษณะของ Pop Jazz โดยรวมนั้น ถือได้ว่ามีความนุ่มละมุนกว่าดนตรีแบบป็อปร็อคที่เป็นที่นิยมกันมากในช่วงทศวรรษ 1980 จนถึงปัจจุบัน ทั้งนี้ งานที่เข้าข่ายป็อปแจ๊สก็น่าจะรวมถึงงานของศิลปินอย่าง Norah Jones ไปจนถึง Michael Buble หรืออีกนัยหนึ่ง งานเหล่านี้ก็คืองานดนตรีป็อปร่วมสมัยที่มีกลิ่นอายแจ๊สเข้ามา แต่ก็มีไม่มากพอที่เหล่านักฟังเพลงแจ๊สโดยตรงจะยอมรับว่าเป็นแจ๊สนั่นเอง

งานดนตรีแนะนำ: Norah Jones, Michael Buble 

 คลิกฟังเพลงแนว Pop Jazz ได้ที่นี่

Story : THE FNE

Artist:


เพลงพิเศษนี้ มีให้ฟังเฉพาะผู้ใช้งาน JOOX มิวสิคแอพแบบ VIP เท่านั้น

ดาวน์โหลด JOOX ฟรีมิวสิคแอพ
แล้วรับสิทธิ์ใช้งานแบบ VIP ฟรี

แค่คลิก หรือสแกน QR Code ด้านล่างเพื่อติดตั้ง JOOX
บนสมาร์ทโฟนของคุณ รับสิทธิ์การใช้งาน JOOX
แบบ VIP กันไปเลยฟรีๆ

 

หากคุณใช้งาน JOOX แบบ VIP อยู่แล้ว

แค่ล็อกอินด้วยการคลิก  ที่มุมบนขวามือ
ของ Sanook! Music ด้วยแอคเคาท์ JOOX ของคุณ

Album
00:00 / 00:00
0
เพลงที่อยู่ในคิว (0) เคลียร์ลิสต์ทั้งหมด
No songs added

In Sanook Music, click "▷" or "+" to play or add songs.